Archives for June 2011

วิธีคำนวณภาษีเงินได้ประเภทเงินเดือนค่าแรง

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 96/2543
เรื่อง  การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนำผู้มีเงินได้และผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1   การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ไม่รวมถึงเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานให้ปฏิบัติดังนี้

(1) ให้คำนวณหาจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี โดยให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ดังนี้ 
          (ก) กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนให้คูณด้วย 12 
          (ข) กรณีจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้งให้คูณด้วย 24 
          (ค) กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์ให้คูณด้วย 52

การจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเข้าทำงานระหว่างปี ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวในปีที่เข้าทำงานด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายจริงสำหรับปีนั้น เช่น เข้าทำงานวันที่ 1 เมษายน และกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน จำนวนคราวที่จะต้องจ่ายสำหรับปีที่เข้าทำงานจะเท่ากับ 9

(2) ให้นำจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีตาม (1) มาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ นำมาหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น

การคำนวณหักค่าลดหย่อน ให้คำนวณตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้พร้อมกับแนบสำเนาหลักฐานแสดงสิทธิในค่าลดหย่อนตามแบบ ล.ย.01(แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน) ทั้งนี้ ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนได้ตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่เริ่มหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะจ่ายค่าลดหย่อนนั้นในเดือนใดของปีก็ตาม เว้นแต่ค่าลดหย่อนเงินบริจาคให้คำนวณหักได้เมื่อมีการจ่ายเงินบริจาคจริงเท่านั้น

กรณีผู้มีเงินได้ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงรายการค่าลดหย่อนระหว่างปี ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น

(3) ให้นำจำนวนเงินภาษีทั้งสิ้นที่คำนวณได้ตาม (2) มาหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ตาม (1) ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษี ณ ที่จ่าย ในแต่ละคราวที่จ่ายเงินนั้น

ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี

(4) กรณีมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินได้พึงประเมินที่จ่ายระหว่างปี ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทุกคราว ตามวิธีการตาม (1) – (3)

(5) กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวระหว่างปี เช่น ค่าล่วงเวลา เงินโบนัส ให้นำเงินพิเศษนั้นคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) เพื่อหาจำนวนเงินพิเศษเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี และให้นำมารวมเข้ากับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติที่คำนวณได้เสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีใหม่ตามที่กล่าวตาม (2) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้นำภาษีที่คำนวณจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติทั้งปี (ก่อนจ่ายเงินพิเศษ) หักออกได้ผลลัพธ์เป็นเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเพิ่มพิเศษซึ่งจ่ายเป็นครั้งคราวนั้น แล้วให้นำมารวมกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินที่จ่ายตามปกติในคราวนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเงินภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายทั้งสิ้นในคราวที่มีการจ่ายเงินพิเศษนั้น

(6) กรณีมีการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ไม่สามารถคำนวณหาจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ให้คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีนำส่งไว้เท่านั้น หากคำนวณแล้วไม่มีเงินภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ในปีเดียวกันนี้ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้ผู้รับรายเดียวกันนี้อีก ให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งแรกมารวมกับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งที่สอง แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับการคำนวณครั้งแรก หากคำนวณแล้วไม่มีภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ถ้าได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้นำเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้ว (ถ้ามี) มาเครดิตออก เหลือเท่าใดจึงหักเป็นเงินภาษีและนำส่งไว้เท่านั้น ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินในครั้งที่สามและครั้งต่อ ๆ ไป ก็ให้คำนวณตามวิธีดังกล่าวนี้ทุกครั้งไป

(7) กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้างสำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้าง ที่ลูกจ้างได้รับในปีใด โดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีด้วยตนเองเลย ให้นำเงินค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะไม่มีเงินค่าภาษีที่นายจ้างต้องออกแทนให้อีก

(8) กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นจำนวนที่แน่นอน เช่น เท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องชำระ ให้นำเงินค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1)แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ 2   การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในเดือนธันวาคมซึ่งเป็นเงินภาษีที่จะต้องหักไว้เป็นครั้งสุดท้ายในปีนั้น ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีสิทธิที่จะคำนวณภาษีเพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักเมื่อรวมแล้วเท่ากับจำนวนภาษีที่ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีทั้งสิ้น โดยนำจำนวนภาษีที่ได้หักและนำส่งไว้แล้วมาหักออกจากภาษีที่ต้องเสียทั้งสิ้น ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักและนำส่งไว้เท่านั้น เช่น

นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีทั้งปีจำนวน 20,140 บาท ซึ่งจะต้องถูกหักภาษีไว้เดือนละ 1,678.33 บาท ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินได้หักภาษี (คำนวณตามข้อ 1) และนำส่งไว้เดือนละ 928.33 บาท เป็นเวลา 9 เดือน (มกราคม-กันยายน) และเดือนละ 4,315 บาท เป็นเวลา 2 เดือน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) รวมเป็นเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้ว = (928.33 X 9) + (4,315 X 2) = 16,984.97 บาท เหลือภาษีที่จะต้องหักและนำส่งในเดือนธันวาคม = 20,140 – 16,984.97 = 3,155.03 บาท

ข้อ 3   การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในเดือนสุดท้ายที่ผู้มีเงินได้ออกจากงานระหว่างปี ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีสิทธิที่จะคำนวณภาษี เพื่อให้เงินภาษีที่หักไว้ถูกต้องครบถ้วนตามรายการค่าลดหย่อนที่แท้จริงตามหลักฐานที่ผู้มีเงินได้นำมาแสดงโดยนำเงินภาษีที่หักไว้ไม่ครบถ้วนหรือเกินในเดือนก่อน ๆ มารวมหรือหักกับภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายไว้ครั้งสุดท้ายนั้นได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักและนำส่งไว้เท่านั้น เช่น

นาย ก. ถูกหักภาษีไว้เดือนละ 928.33 บาท (ตามรายการค่าลดหย่อนที่ได้แจ้งไว้ต่อผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน) เป็นเวลา 5 เดือน นาย ก. ลาออกจากงานในเดือนต่อมา เมื่อผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินคำนวณภาษี ตามรายการค่าลดหย่อนที่แท้จริงในเดือนสุดท้ายที่ออกจากงาน ได้ผลลัพธ์เป็นเงินภาษีที่ต้องหักเดือนละ 1,008.33 บาท ภาษีที่หักไว้ไม่ครบ = (1,008.33 – 928.33) X 5 = 400 จึงต้องหักภาษีและนำส่งในเดือนสุดท้ายนั้น = 1,008.33 + 400 = 1,408.33 บาท (กรณีถูกหักภาษีในแต่ละเดือนไว้ขาด) นาย ก. ถูกหักภาษีไว้เดือนละ 928.33 บาท (ตามรายการค่าลดหย่อนที่ได้แจ้งไว้ต่อผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน) เป็นเวลา 5 เดือน นาย ก. ลาออกจากงานในเดือนต่อมา เมื่อผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินคำนวณภาษี ตามรายการค่าลดหย่อนที่แท้จริงในเดือนสุดท้ายที่ออกจากงาน ได้ผลลัพธ์เป็นเงินภาษีที่ต้องหักเดือนละ 803.33 บาท ภาษีที่หักไว้เกิน = (928.33 – 803.33) X 5 = 625 จึงต้องหักภาษีและนำส่งในเดือนสุดท้ายนั้น = 803.33 – 625 = 178.33 บาท (กรณีถูกหักภาษีในแต่ละเดือนไว้เกิน)

ข้อ 4   การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในเดือนอื่นนอกจากกรณีตามข้อ 2 และข้อ 3 ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินยังคงต้องคำนวณภาษีและหัก ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่กล่าวในข้อ 1

ข้อ 5   บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยใดที่ขัดหรือแย้งกับคำสั่งนี้ ให้เป็นอันยกเลิก

สั่ง ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543

ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ
อธิบดีกรมสรรพากร

แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน (แบบ ล.ย.01) >>

———————————————————————–

ตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย
กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 96/2543

ตัวอย่างที่ 1  
กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินเป็นรายเดือน เดือนละเท่า ๆ กันตลอดปีภาษี ตามข้อ 1 (1) (2) (3)
ปีภาษี 2542 นาย ก. ได้รับเงินเดือน ๆ ละ 30,000 บาท นาย ก. ได้แจ้งสถานะการหักลดหย่อนไว้ดังนี้
ภรรยาไม่มีเงินได้ และบุตรกำลังศึกษา 2 คน
ต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิตในเดือนกรกฎาคม 2542 จำนวน 9,600 บาท และ ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมฯ ที่จะต้องจ่ายทั้งปี จำนวน 13,200 บาท
ผู้จ่ายเงินได้ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแต่ละเดือน ดังนี้

วิธีคำนวณ

เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    30,000 x 12 =   360,000.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                   =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                          =   300,000.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว                 30,000.-    บาท
ค่าลดหย่อนคู่สมรส                       30,000.-    บาท
ค่าลดหย่อนบุตรศึกษา 2 คน          34,000.-    บาท
ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต             9,600.-    บาท
ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมฯ        10,000.-    บาท       =   113,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                    =   186,400.-    บาท
ภาษีเงินได้ทั้งปี ((100,000 – 50,000) X 5%) + (86,400 X10%)      =     11,140.-     บาท
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแต่ละเดือน 11,140 หาร 12                     =         928.33    บาท
เหลือเศษ                                                                              =           0.003    บาท
จำนวนเงินที่เหลือเศษให้รวมกับเงินภาษี
ที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในเดือนธันวาคม = 928.33 + (0.003 x 12)   = 928.37 บาท
สรุป ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของ นาย ก. ในกรณีนี้ ดังนี้
เดือนมกราคม ถึง พฤศจิกายน เดือนละ                             =        928.33    บาท
เดือนธันวาคม                                                                  =        928.37    บาท

———————————————

ตัวอย่างที่ 2   
กรณีมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินได้พึงประเมินที่จ่ายระหว่างปีภาษี ตามข้อ 1 (4) และการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย เดือนธันวาคมตามข้อ 2
จากตัวอย่างที่ 1 ถ้านาย ก. ได้รับเงินเดือนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2542 เป็นเดือนละ 60,000 บาท ผู้จ่ายเงินได้ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้

วิธีคำนวณ

เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    60,000 x 12                =   720,000.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                 =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                         =   660,000.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 34,000 + 9,600 + 10,000   =   113,600.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                =   546,400.-    บาท
ภาษีเงินได้ทั้งปี ((100,000 – 50,000) X 5%) + (400,000 X10%) + (46,400 X 20%) 
                                                                                                  =  51,780.-   บาท
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป 51,780 หาร 12   =  4,315.-   บาท
สำหรับในเดือนธันวาคม ให้ปรับปรุงการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้ :
ภาษีที่ต้องเสียทั้งปีจากเงินได้ที่ได้รับจริง (คำนวณจากเงินเดือน ๆ ละ 30,000 บาท 9 เดือน
และเดือนละ 60,000 บาท 3 เดือน)                                                  =      20,140.-   บาท
ภาษีเงินได้ที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย และนำส่งไว้แล้ว (ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนพฤศจิกายน)
= (928.33 X 9) + (4,315 X 2)                                                         =     16,984.97 บาท
เป็นภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย ในเดือนธันวาคม = 20,140 – 16,984.97    =      3,155.03 บาท
สรุป ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของ นาย ก. ในกรณีนี้ ดังนี้
เดือนมกราคม ถึง กันยายน เดือนละ                           =          928.33  บาท
เดือนตุลาคม ถึง พฤศจิกายน เดือนละ                       =       4,315.-     บาท
เดือนธันวาคม                                                           =       3,155.03   บาท

———————————————

ตัวอย่างที่ 3

กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวในระหว่างปีภาษี ตามข้อ 1 (5)
จากตัวอย่างที่ 1 ถ้าในเดือนมีนาคม 2542 นาย ก. ได้รับเงินโบนัสอีก จำนวนหนึ่งเป็นเงิน 90,000 บาท ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เดือนมีนาคม 2542 ดังนี้

วิธีคำนวณ
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    30,000 x 12                       =   360,000.-    บาท
บวก เงินโบนัส = 90,000 X 1                                                           =     90,000.-    บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน                                                                         =   450,000.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                        =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                     =   390,000.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 34,000 + 9,600 + 10,000 =   113,600.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                             =   276,400.-    บาท
ภาษีเงินได้ทั้งปีของเงินเดือนรวมเงินโบนัส
((100,000 – 50,000) X 5%) + (176,400 X10%)                        =      20,140.-   บาท
หัก ภาษีเงินได้ทั้งปีเฉพาะเงินเดือน (ตามตัวอย่าง 1)                            =      11,140.-   บาท
คงเหลือภาษีเงินได้ของโบนัส                                                               =        9,000.-   บาท
บวก ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนของเดือนมีนาคม (ตามตัวอย่าง 1) =           928.33 บาท
รวม ภาษีต้องหัก ณ ที่จ่าย เดือนมีนาคม                                               =       9,928.33 บาท
สรุป ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของ นาย ก. ในกรณีนี้ ดังนี้
เดือนมกราคม ถึง กุมภาพันธ์ เดือนละ                                                =          928.33 บาท
เดือนมีนาคม                                                                                      =       9,928.33 บาท
เดือนเมษายน ถึง พฤศจิกายน เดือนละ                                               =          928.33 บาท
เดือนธันวาคม                                                                                     =          928.37 บาท

———————————————

ตัวอย่างที่ 4 

กรณีจำนวนคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินไม่สม่ำเสมอตลอดปีภาษี ตามข้อ 1(6)
จากตัวอย่างที่ 1 นาย ก. ได้รับเงินเดือนและได้รับเงินค่าล่วงเวลาตาม จำนวนวันที่ทำงาน
เดือนมกราคมได้รับค่าล่วงเวลา 6,500 บาท
เดือนกุมภาพันธ์ได้รับค่าล่วงเวลา 5,200 บาท
ผู้จ่ายเงินได้ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายดังนี้

วิธีคำนวณ

มกราคม
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    30,000 x 12                       =   360,000.-    บาท
บวก ค่าล่วงเวลาเดือนมกราคม                                                            =       6,500.-    บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน                                                                         =   366,500.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                        =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                     =   306,500.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 34,000 + 9,600 + 10,000 =   113,600.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                             =   192,900.-    บาท
ภาษีเงินได้ทั้งปีของเงินเดือนรวมค่าล่วงเวลา ((100,000 – 50,000) X 5%) + (92,900 X10%)
                                                                                                         =      11,790.-   บาท
หัก ภาษีเงินได้ทั้งปีเฉพาะเงินเดือน (ตามตัวอย่าง 1)                            =      11,140.-   บาท
คงเหลือภาษีเงินได้ของค่าล่วงเวลาเดือนมกราคม                                   =           650.-   บาท
บวก ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนของเดือนมกราคม                         =          928.33 บาท
รวมภาษีต้องหัก ณ ที่จ่ายเดือนมกราคม (650 + 928.33)                     =       1,578.33 บาท
กุมภาพันธ์
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    30,000 x 12                        =   360,000.-    บาท
บวก ค่าล่วงเวลาเดือนมกราคม                                                             =       6,500.-    บาท
บวก ค่าล่วงเวลาเดือนกุมภาพันธ์                                                          =       5,200.-    บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน                                                                         =   371,700.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                         =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                      =   311,700.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 34,000 + 9,600 + 10,000)=   113,600.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                              =   198,100.-    บาท
ภาษีเงินได้ทั้งปีของเงินเดือนรวมค่าล่วงเวลา ((100,000 – 50,000) X 5%) + (98,100 X10%)
                                                                                                          =      12,310.-   บาท
หัก ภาษีเงินได้ทั้งปีเฉพาะเงินเดือน (ตามตัวอย่าง 1)                             =      11,140.-   บาท
ภาษีเงินได้ของค่าล่วงเวลา                                                                    =        1,170.-   บาท
หัก ภาษีเงินได้ค่าล่วงเวลาเดือนมกราคม                                               =            650.-   บาท
คงเหลือภาษีเงินได้ค่าล่วงเวลาเดือนกุมภาพันธ์                                       =            520.-   บาท
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนของเดือนกุมภาพันธ์                               =           928.33 บาท
รวมภาษีต้องหัก ณ ที่จ่ายเดือนกุมภาพันธ์ (520 + 928.33)                    =       1,448.33 บาท
สรุป ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของ นาย ก. ในกรณีนี้ ดังนี้
เดือนมกราคม                                                                                      =       1,578.33 บาท
เดือนกุมภาพันธ์                                                                                   =       1,448.33 บาท
เดือนมีนาคม ถึง พฤศจิกายน เดือนละ                                                  =          928.33 บาท
เดือนธันวาคม                                                                                       =          928.37 บาท

———————————————

ตัวอย่างที่ 5  

กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีเงินได้แทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีภาษี โดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีเงินได้ด้วยตนเองเลย (ออกภาษีให้ตลอดไป) ตามข้อ 1 (7) นายลิขิตมีเงินเดือน ๆ ละ 25,000 บาท มีภรรยาชอบด้วยกฎหมาย และบุตร กำลังศึกษา 1 คน บริษัทออกเงินภาษีให้ตลอดไป ผู้จ่ายเงินได้ ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้

วิธีคำนวณ

ครั้งที่ 1
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    25,000 x 12                                   =   300,000.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                    =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                                 =   240,000.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว                                 30,000.-    บาท
ค่าลดหย่อนคู่สมรส                                       30,000.-    บาท
ค่าลดหย่อนบุตรศึกษา 1 คน                          17,000.-    บาท                         =   77,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                          =  186,400.-    บาท
ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 1 ((100,000 – 50,000) X 5%) + (63,000 X10%) =       8,800.-    บาท

ครั้งที่ 2
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    25,000 x 12                                   =   300,000.-    บาท
บวก ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 1                                                                        =        8,800.-    บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน                                                                                     =   308,800.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                    =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                                 =   248,800.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 17,000)                                           =     77,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                         =  171,800.-    บาท
ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 2 ((100,000 – 50,000) X 5%) + (71,800 X10%) =      9,680.-    บาท

ครั้งที่ 3
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    25,000 x 12                                  =   300,000.-    บาท
บวก ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 2                                                                       =        9,680.-    บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน                                                                                    =   309,680.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                    =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                                 =   249,680.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 17,000)                                           =     77,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                         =  172,680.-    บาท
ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 3 ((100,000 – 50,000) X 5%) + (72,680 X10%)=       9,768.-    บาท

ครั้งที่ 4
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    25,000 x 12                                  =   300,000.-    บาท
บวกภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 3                                                                        =        9,768.-    บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน                                                                                    =   309,768.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                    =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                                =   249,768.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 17,000)                                          =     77,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                        =  172,768.-    บาท
ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 4 ((100,000 – 50,000) X 5%) + (72,768 X10%)=      9,776.80 บาท

ครั้งที่ 5
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    25,000 x 12                                   =   300,000.-    บาท
บวก ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 4                                                                       =        9,776.80 บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน                                                                                    =   309,776.80 บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                    =     60,000.-    บาท<
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                                 =   249,776.80 บาท<
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 17,000)                                           =     77,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                         =  172,776.80 บาท
ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 5 ((100,000 – 50,000) X 5%) + (72,776.80 X10%)   =      9,777.68 บาท

ครั้งที่ 6
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    25,000 x 12                                   =   300,000.-    บาท
บวก ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 5                                                                        =        9,777.68 บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน=   309,777.68 บาท<
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                    =     60,000.-    บาท<
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                                 =   249,777.68 บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 17,000)                                           =     77,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                         =  172,777.68 บาท
ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 6 ((100,000 – 50,000) X 5%) + (72,777.68 X 10%)    =      9,777.77 บาท

ครั้งที่ 7
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    25,000 x 12                                  =   300,000.-    บาท
บวก ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 6                                                                       =        9,777.77 บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน                                                                                    =   309,777.77 บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                   =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                                =   249,777.77 บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 17,000)                                          =     77,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                        =  172,777.77 บาท
ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 7 ((100,000 – 50,000) X 5%) + (72,777.77 X 10%)      =      9,777.78 บาท

ครั้งที่ 8
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    25,000 x 12                                  =   300,000.-    บาท
บวก ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 7                                                                   =        9,777.78 บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน                                                                              =   309,777.78 บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                  =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                            =   249,777.78 บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 17,000)                                           =     77,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                 =  172,777.78 บาท
ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 8 ((100,000 – 50,000) X 5%) + (72,777.78 X 10%)  =      9,777.78 บาท
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแต่ละเดือน 9,777.78 หาร 12                                     =         814.81 บาท
เหลือเศษ                                                                                         =               .005 บาท
จำนวนเงินเหลือเศษให้รวมกับเงินภาษี
ที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในเดือนธันวาคม = 814.81 + (0.005 X 12 )          =        814.87 บาท
สรุป ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของ นายลิขิต ในกรณีนี้ ดังนี้
เดือนมกราคม ถึง พฤศจิกายน เดือนละ                                                         =        814.81 บาท
เดือนธันวาคม                                                                                          =       814.87 บาท

———————————————

ตัวอย่างที่ 6  

กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีเงินได้แทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นจำนวนที่ แน่นอน (ออกภาษีให้ครั้งเดียว) ตามข้อ 1 (8) เช่น เท่ากับจำนวนภาษีเงินได้ที่จะต้องชำระ
จากตัวอย่างที่ 5 นายจ้างออกเงินค่าภาษีให้ครั้งเดียวเป็นจำนวนที่แน่นอน ผู้จ่ายเงินได้ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้

วิธีคำนวณ
ครั้งที่ 1
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    25,000 x 12                                  =   300,000.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                  =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                            =   240,000.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 17,000)                                           =   77,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                 =  163,000.-    บาท
ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 1 ((100,000 – 50,000) X 5%) + (63,000 X10%)        =      8,800.-    บาท

ครั้งที่ 2
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    25,000 x 12                                   =   300,000.-    บาท
บวก ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 1                                                                    =        8,800.-    บาท
รวมเงินได้พึงประเมิน                                                                                =   308,800.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                   =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                            =   248,800.-    บาท
หัก ค่าลดหย่อน (30,000 + 30,000 + 17,000)                                           =     77,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                 =  171,800.-    บาท
ภาษีที่คำนวณได้ครั้งที่ 2 ((100,000 – 50,000) X 5%) + (71,800 X10%)        =      9,680.-    บาท
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแต่ละเดือน 9,680 หาร 12                                         =         806.66 บาท
เหลือเศษ                                                                                             =                .006 บาท
จำนวนเงินเหลือเศษให้รวมกับเงินภาษี
ที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในเดือนธันวาคม = 806.66 + (0.006 X 12 )              =         806.74 บาท
สรุป ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของ นายลิขิต ในกรณีนี้ ดังนี้
เดือนมกราคม ถึง พฤศจิกายน เดือนละ                                                         =          806.66 บาท
เดือนธันวาคม                                                                                         =          806.74 บาท

———————————————

ตัวอย่างที่ 7  

การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ให้ถูกต้องครบถ้วนตามหลักฐานการหักค่าลดหย่อนที่แท้จริงที่ผู้มีเงินได้นำมาแสดง กรณีผู้มีเงินได้ออกจากงานในระหว่างปีภาษี ตามข้อ 3
จากตัวอย่างที่ 1 นาย ก. ได้ลาออกจากงานวันที่ 30 มิถุนายน 2542 และไม่สามารถนำหลักฐานการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตจำนวน 9,600 บาท ที่แจ้งรายการขอหักลดหย่อนไว้ต่อผู้จ่ายเงินได้มาแสดงได้ แต่ได้นำใบเสร็จรับเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จ่ายในแต่ละเดือนมาแสดงจำนวน 12,000 บาท ผู้จ่ายเงินได้ต้อง คำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเดือนมิถุนายน 2542 ดังนี้

วิธีคำนวณ
เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี    =    30,000 x 12                                  =   360,000.-    บาท
หัก ค่าใช้จ่าย (40 % ไม่เกิน 60,000 บาท)                                                   =     60,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย                                                             =   300,000.-    บาท
หัก  ค่าลดหย่อนส่วนตัว                    30,000.-    บาท
ค่าลดหย่อนคู่สมรส                            30,000.-    บาท
ค่าลดหย่อนบุตรศึกษา 2 คน               34,000.-    บาท
ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมฯ             10,000.-    บาท                                  =   104,000.-    บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ                                                                                  =   196,000.-    บาท
ภาษีเงินได้ทั้งปี ((100,000 – 50,000) X 5%) + (96,000 X10%)                    =     12,100.-    บาท
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแต่ละเดือน 12,100 หาร 12                                        =       1,008.33 บาท
ภาษีที่นำส่งไว้ขาดแต่ละเดือน (1,008.33 – 928.33)                                       =            80.-    บาท
จำนวนเดือนที่ส่งไว้ขาด คือ 5 เดือน (มกราคม – พฤษภาคม)
ภาษีที่ต้องนำส่งเดือนมิถุนายน 1,008.33 + (80.00 X 5)                                 =       1,408.33  บาท
สรุป ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของ นาย ก. ในกรณีนี้ ดังนี้
เดือนมกราคม ถึง พฤศจิกายน เดือนละ                                                         =          928.33 บาท
เดือนธันวาคม                                                                                         =          928.37 บาท

ที่มา..คำสั่ง ป.96/2543

งวดการตัดเงินเดือนและโอที

ปัญหาในการจัดทำเงินเดือนและค่าแรง เรื่องสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาคือ งวดการตัดเงินเดือน-ค่าแรง และงวดการตัดค่าล่วงเวลา (โอที) เพราะมีผลต่อการจัดทำเงินเดือนค่อนข้างมากและเพื่อลดความยุ่งยากในการจัดทำลง ซึ่งเกี่ยวพันกับการบันทึกบัญชีด้วย

ตามปกติเงินเดือนมักจะออกในวันสิ้นเดือน ตอนที่ผมเข้าทำงานบริษัทใหม่ในเดือนแรก ก็มักจะพบว่าได้เงินเดือนไม่ครบทั้งๆ ที่เราเข้าทำงานในวันที่ 1 ของเดือน สมมติว่าเงินเดือน 30,000 บาทนะครับ พอไปกดเงินอาจจะได้มาเพียง 20,000 บาท ถ้าเค้าให้ Siip มาด้วยก็จะพบว่า วันทำงานมีเพียง 20 วันเท่านั้น เรามาดูเหตุผลกันนะครับ

เนื่องจากในขั้นตอนการจ่ายเงินเดือนมีกระบวนการในการจัดทำ เป็นไปไม่ได้ที่ทำงาน 30 วัน แล้วต้องได้เงินเดือน 30 วัน คิดง่ายๆ ดูนะครับ พอคุณมาทำงานวันที่ 30 เค้าก็จ่ายเงินให้เลย 30 วันทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่า วันนี้เราจะมาทำงานหรือเปล่า หรือเมื่อวานลาหยุดไป เช้ามายังไม่ได้เขียนใบลาเลย ทำไมได้เงินเดือนครบ 30 วัน

ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากบริษัทส่วนใหญ่มักจะตัดวันทำงานก่อน 30 วัน คือจะตัดวันทำงานถึงวันที่ 20 เท่านั้น (บางแห่งอาจจะตัดถึงวันที่ 25 ก็มี) แล้วเคยสงสัยบ้างไหม๊ครับว่าทำไมต้องตัดวันที่ 20 ทำไมต้องใช้เวลาในการจัดทำนานถึง 10 วัน แผนกบุคคลหรือบัญชี ทำไมถึงทำงานได้ช้าจังนะ

เมื่อก่อนผมก็คิดแบบนั้นนะครับ พอต้องมาดูแลการคิดเงินเดือนให้พนักงานถึงได้รู้ว่า ที่จริงมันมีขั้นตอนในการทำ งานอยู่ บางทีก็ไม่ได้ช้าที่แผนกบัญชี ส่วนใหญ่แล้วน่าจะช้ามาจากหน่วยงานอื่น (แผนกบุคคล) ส่งรายงานให้แผนกบัญชีค่อนข้างช้า ผมเองเคยเข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่า ทางบุคคลทำรายงานเสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมส่งบัญชี แต่รอเอกสารการเขียนใบลาหยุด ลาป่วย คำขอโอที หรือเอกสารอยู่ระหว่างรอผู้มีอำนาจเซ็นต์อนุมัติอยู่ ก็เลยทำให้ไม่สามารถส่งรายงานได้ ต้องคอยตามทวง

เราลองมาดูกันนะครับว่าเวลา 10 วันในการจัดทำเงินเดือนและค่าแรง ใช้ไปในเรื่องใดบ้าง (สมมุติว่าในเดือนมี 30 วัน)

  • ถ้าเงินเดือนออกวันที่ 30 ก็จะนับวันเงินเดือนออกไม่ได้ เหลือวันทำงานจริงเพียง 9 วันเท่านั้น
  • ในจำนวน 9 วันที่เหลือ ยังไงก็ต้องตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ 1 ครั้ง (ที่จริงอาจจะมีวันหยุดนักขัตฤกษ์อีก) จาก 9 วัน ก็จะเหลือวันทำงานเพียง 7 วัน
  • ทางบุคคลขอเวลาในการจัด ทำรายงานส่งบัญชี 3 วัน โดยวันแรก 21 จะเป็นการเคลียร์ข้อมูลของวันที่ 20 ส่วนที่เหลืออีก 2 วัน ก็จะเป็นการตามงานซะส่วนใหญ่ เรื่องของใบลาหยุดต่างๆ คำขอโอที รายการบวกเงินเพิ่ม เช่น เบี้ยขยัน เงินตกค้าง เงินพิเศษ แล้วก็ รายการหักเงิน เงินยืม หักประกัน ค่าชุด อื่นๆ อีก แล้วก็ประมวลผล พิมพ์รายงานให้ผู้มีอำนาจเซ็นแล้วจึงสงบัญชี (จะบอกว่าขอ 3 วันก็นานเหมือนกัน) เพราะฉะนันวันทำงานจาก 7 วัน เหลืออีก 4 วันทำงาน
  • มาถึงแผนกสุดท้าย แผนกบัญชีจะมีวันทำงานเหลือเพียง 2 วันเท่านั้น เนื่องจากต้องสรุปให้เสร็จทันภายใน 2 วันเท่านั้น วันที่ 3 ต้องทำใบสำคัญจ่าย ส่งผู้บริหารเซ็นให้เสร็จ แล้วก็นำแผ่น Disk กับเช็ค ไปส่งธนาคารเพื่อให้ธนาคารตัดเงินในวันถัดไป คือวันที่ 29 เงินจึงจะสามารถออกได้ทันในวันที่ 30

มาดูตัวอย่างจริงกันนะครับ บริษัทที่ผมเคยทำงานด้วยมีพนักงานประมาณ 500-600 คน ตัดค่าจ้างทุกวันที่ 23 ของเดือนทำให้เหลือเวลาทำงานอยู่เพียง 7 วัน ในจำนวน 7 วันจะตรงกับวันหยุด 1 วัน วันเงินเดือนไม่นับอีก 1 วัน ทางบุคคลขอ 2 วัน บัญชีขอ 2 วัน ส่งแผ่นให้ธนาคารพร้อมเช็คอีก 1 วัน (ต้องส่งแผ่นก่อนวันเงินเดือนออกอย่างน้อย 1 วันและส่งไม่เกินเที่ยง) และอีก 1 วันเป็นวันเงินเดือนออก ลองมาดูตัวอย่างกันนะครับ ผมยกตัวอย่างของเดือนธันวาคม นะครับ

  • งวดการจ่ายวันที่ 30 ธค. ตัดค่าจ้างวันที่ 23 ทางบุคคลขอ 2 วันคือวันที่ 24 และ 25 ในการรวบรวมข้อมูล ดังนั้นบุคคลต้องส่งรายงานให้บัญชีในวันที่ 26 ไม่เกิน 9.00 น.
  • ทางบัญชีใช้เวลาในการประมวลผล 2 วันคือวันที่ 26 และ 27 (วันเสาร์ทำงาน) เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องทำเช็คไปส่งธนาคารในวันที่ 28 (ตรงกับวันอาทิตย์) ก็เลยต้องเลื่อนไปส่งวันที่ 29 ไม่เกินเที่ยงพร้อมรายงาน แผ่น Disk และเช็คค่าแรง
  • วัันที่ 30 เป็นวันเงินเดือนออก (ที่จริงต้องออกในวันที่ 31 แต่เนื่องจากตรงกับวันหยุดเลยเลื่ยนเข้ามา)

จากตัวอย่างข้างต้น ผมได้จัดทำตารางการจ่ายค่าจ้างขึ้นมา เพื่อกำหนดเวลาให้แต่ละหน่วยงานจัดส่งรายงานภายในกำหนดเวลา อย่างเช่น การเขียนใบคำขอโอที ควรเขียนและส่งก่อนทำโอที ไม่ใช่มาเขียนในตอนเช้า หรือ บางทีลางาน ตอนเช้า่มาทำงานก็ควรเขียนในทันที ไม่ใช่ 2-3 วันมาเขียน ซึ่งก็จะทำให้การสรุปข้อมูลทำได้ช้า ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่มีพนักงานจำนวนมาก

ข้อดีในการจัดทำตารางการตัดค่าจ้างอีกอย่างก็คือ ทำให้พนักงานเข้าใจว่าเวลาที่ใช้ในการจัดทำ 7-10 วันนะที่จริงก็ไม่ถือว่าใช้เวลามากเกินไป โดยเฉพาะถ้าเป็นโรงงานที่มีคนงานจำนวนมาก ตารางการตัดค่าจ้างและโอที ผมเห็นทางบุคคลเอาไปติดไว้ที่บอร์ด และเห็นพนักงานมาจดด้วยว่า งวดนี้ตัดค่าจ้างกี่วัน ตัดโอทีวันไหน

ปัจจุบันงานรับทำเงินเดือน ผมก็เอาตารางการตัดค่าจ้างและโอทีมาทำให้ลูกค้า ในช่องของรายงานที่ส่งให้บัญชี ผมก็ลงเป็นส่งรายงานให้ Payroll Outsorce แทน ในเดือนแรกๆ การส่ง รายงานก็ไม่เป็นไปตามนั้นแต่หลังจากนั้นไม่เกิน 2-3 เดือน ผมก็เห็นลูกค้าผม ส่งรายงานได้ตามกำหนดเวลาตามที่เราตกลงกันไว้ (ตอนแรกก็นึกว่าจะไม่สนใจดูกันซะอีก)

ผู้เขียน : เกียรติชัย ธีรทรัพย์ทวี 
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. 2537 การนำไปใช้กรุณาอ้างอิงการเชื่อมโยง (LINK)

การแจ้งประกันสังคม กรณีพนักงานลาออก

ผมเองทำงานด้านบัญชีและต้องรับผิดชอบในการทำเงินเดือนพนักงาน ใช้งานโปรแกรมบัญชีและโปรแกรมเงินเดือนมาหลายตัว วันนี้ขอเล่าถึงปัญหาในการจัดทำเงินเดือนพนักงานในกรณีพนักงานลาออกในส่วนที่เกี่ยวกับประกันสังคมนะครับ

โดยปกติพนักงานเข้าใหม่เมื่อคีย์ข้อมูลลงไปในโปรแกรมและระบุวันที่เข้า งาน คุณก็สามารถพิมพ์รายงานนำส่งประกันสังคม สปส.1-03 และ สปส.1-03/1 ได้เลยไม่มีปัญหาอะไร ไม่จำเป็นต้องประมวลผลหรือปิดงวดก่อน แต่ในกรณีที่พนักงานลาออกนี่สิ หลายโปรแกรมที่ผมใช้เมื่อคุณบันทึกพนักงานรายวันลาออก โปรแกรมจะตัดรายชื่อของพนักงานคนนี้ออกทันที จะไม่มีการจ่ายเงินให้ในงวดนั้น ถึงแม้ว่าจะมีวันทำงานที่ยังต้องจ่ายอยู่ ซึ่งผมเองก็ต้องบอกว่า ถูกต้องแล้ว (เพื่อความปลอดภัยในการทำงานควรจะเป็นแบบนั้น) เพราะฉะนั้นถ้าในงวดการจ่ายที่มีพนักงานลาออกและยังมีค่าจ้างค้างจ่ายอยู่ การบันทึกพนักงานลาออกก็ต้องไปคีย์ในงวดการจ่ายถัดไป

ผมขอยกตัวอย่างนะครับ งวดการจ่ายค่าจ้างงวดวันที่ 15/10/2551 งวดการตัดค่าจ้างและโอทีวันที่ 21/09/2551 – 05/10/2551 นาย ก.ลาออกจากงานในวันที่ 29 กันยายน เพราะฉะนั้น นาย ก.ยังมีค่าจ้างค้างจ่ายอยู่  9 วัน (21-29 กย.) รวมทั้งโอทีด้วย ที่ต้องจ่ายให้ในวันที่ 15 ตค. ดังนั้นเมื่อยังมีค่าแรงค้างจ่ายอยู่ ผมก็ยังไม่สามารถคีย์บันทึกพนักงานลาออกในงวดนี้ได้ (15 ตค.) ต้องไปบันทึกในงวดถัดไปคืองวดการจ่ายค่าจ้างวันที่ 31 ตค. ซึ่งก็จะทำให้คุณไม่สามารถพิมพ์รายงาน สปส.6-09 (แจ้งพนักงานลาออก) ได้ในงวดนี้ได้ ต้องไปพิมพ์ในงวดถัดไป

รายงานการนำส่งประกันสังคมกรณีพนักงานเข้าใหม่ต้องแจ้งภายใน 30 วัน แต่ในกรณีพนักงานลาออก ต้องแจ้งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เพราะฉะนั้นถ้าดูจากที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น พนักงานลาออกวันที่ 29 กย. รายงานแจ้งการลาออก (6-09) ต้องแจ้งภายในวันที่ 15 ตค. แต่เนื่องจากต้องรอบันทึกการลาออกในงวดถัดไป ทำให้รายงานกว่าจะพิมพ์ได้ก็ต้องเป็นงวดการจ่ายวันที่ 31 ตค. ซึ่งก็จะทำให้การส่งรายงานล่าช้ากว่าที่ประกันสังคมกำหนดไว้

ในฐานะที่ผมเป็น Payroll Outsource รับทำเงินเดือน รับทำบัญชี เพราะฉะนั้นผมควรทำงานให้ได้ตามมาตรฐานและตามกำหนดเวลา(ประกันสังคม) ปัจจุบันนี้ผมสามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดยสามารถแจ้งพนักงานลาออกทันในวันที่ 15 ตค. (เดิมที ตั้งใจจะใช้ระบบ Manual คือนำ สปส.6-09 มาเขียนเอง) แต่ตอนหลังเมื่อทำค่า แรงในงวดกลางเดือนเสร็จก็สั่งประมวลผล แล้ววันถัดไปก็บันทึกพนักงานลาออก และสั่งประมวลผลใหม่อีกครั้ง (ที่ต้องประมวลผลเพื่อให้ระบบ update วันที่ลาออกของพนักงานเข้าไป ซึ่งถ้าเข้าไปดูในประวัติพนักงานก็จะเห็นวันที่ลาออกพร้อมเหตุผล) เพียงแต่ว่าการทำงานค่อนข้างยุ่งยาก

แต่พอแก้ปัญหานี้ได้ ก็มาลองคิดดู มันก็แปลกดีนะครับ แจ้งพนักงานลาออกในงวดวันที่ 15 ตค. แต่ในเดือนถัดไป 15 พย.พนักงานที่แจ้งลาออกยังต้องนำส่งประกันสังคมอยู่ (หักไว้เมื่องวด 15 ตค.) เนื่องจากการตัดวันทำงานและโอทีไม่ตรงเดือน ก็เลยลองมาคิดดูอีกทีว่า ที่ถูกน่าจะแจ้งลาออกในเดือน พย.มากกว่า อันที่จริงมันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากหรอกครับ เพราะประสังคมก็ไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องนี้เท่าไหร่ถึงคุณจะแจ้งช้า ไม่ก็คุณก็อาจจะแก้วันที่ลาออกให้อยู่ในกำหนดก็ได้

หมายเหตุ โปรแกรมเงินเดือนบาง โปรแกรม สามารถบันทึกพนักงานลาออกระหว่างวดได้ ทางบัญชีสามารถคืนสภาพหรือเมื่อทำงานเสร็จแล้วสามารถปรับจากพนักงานลา ออกระหว่างงวดไปเป็นลาออก(จริง) ได้ในภายหลังได้

ผู้เขียน : เกียรติชัย ธีรทรัพย์ทวี
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 การนำไปใช้กรุณาอ้างอิงการเชื่อมโยง (LINK)

รับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing Service)

Payroll Outsourcing Services

We have ability and potential in payroll system and experience for more than 15 years. We can serve for both of Thai and foreign clients as we are able to communicate and prepare the financial reports in Thai and English. We provide outsourcing payroll service for executives and monthly & daily employees as we have serviced for more than 500 employees with the provident fund service. We currently have many clients including public companies and foreign companies. Another important factor in our services, we use a stability payroll software system to support our full-services perfectly.

Payroll outsourcing

  • Preparation and calculation of salary & wage, weekday overtime, holiday overtime, allowances, deductions, social security, provident fund, withholding tax and ect.
  • Preparation of the  monthly payroll with summary of expenses report to prepare bank check, summary expenses and deduction report to be submitted to provident fund and social security
  • Preparation of the monthly payroll statements and floppy disk to be submitted to the bank or submittal payroll data via internet and to be signed off for final approve by client.
  • Printing the employee’s salary pay slip
  • Preparation of the contribution report to be submitted to the provident fund (if applicable)
  • Preparation of contribution report(SSO 1-01), floppy disk and bank check to be submitted to the social security
  • Preparation of the insured notification for new employee(SSO 1-03 or SSO1-03/1) and resignation employee (SSO 6-09)
  • Preparation of a withholding income tax report (PND 1) to be submitted to the Revenue or sending data via internet.
  • Preparation of a withholding tax certificate (50 bis)
  • Preparation of a personal income tax (PND 1) and submittal to the Revenue
  • Preparation of other reports as follows
  • Preparation of an annual salary fund report (กท.20ก) (Ud 20a)
  • Preparation of an annual salary fund report (Ud 20a) and annual employee report (Sd.4) to be submitted to the Department of Skill Development
  • Preparation of insured records for social security (SSO 6-07)
  • Preparation of the notice of salary adjustment
  • Preparation of salary certificate / certificate of passing work
  • Preparation of other reports
  • Backing up data of all period and every end of month