Archives for January 2012

กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบประกันสังคม ปี 2555

กฎกระทรวง

กำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกับสังคม พ.ศ.2555

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซี่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซี่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี่ให้ใช้บังคับตั้งแต่,วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2555 เป็นต้นไป

ข้อ ๒ ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ข้อ ๓ ให้รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ออกเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรีอเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ ตามบัญชีอัตราเงินสมทบท้ายกฎกระทรวงนี้ ดังต่อไปนี้

(๑) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ค. 2555 ให้เป็นไป ตามอัตราในบัญชี ก.

(๒) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ให้เป็นไป ตามอัตราในบัญชี ข.

(๓) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป ให้เป็นไปตามอัตราในบัญชี ค.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕

(นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

บัญชีอัตราเงินสมทบ บัญชี ก.

ผู้ออกเงินสมทบ อัตราเงินสมทบเป็นร้อยละของค่าจ้าง ของผู้ประกันตน
๑.เงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บปวย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีคลอดบุตร
(๑) รัฐบาล
 

0.5

(๒) นายจ้าง 0.5
(๓) ผู้ประกันตน 0.5
๒. เงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีขราภาพ
(๑) รัฐบาล
2.0
(๒) นายจ้าง 2.0
(๓) ผู้ประกันตน 2.0

บัญชีอัตราเงินสมทบ บัญชี ข.

ผู้ออกเงินสมทบ อัตราเงินสมทบเป็นร้อยละของค่าจ้าง ของผู้ประกันตน
๑.เงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บปวย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีคลอดบุตร
(๑) รัฐบาล
 

0.5

(๒) นายจ้าง 0.5
(๓) ผู้ประกันตน 0.5
๒. เงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีขราภาพ(๑) รัฐบาล 2.0
(๒) นายจ้าง 3.0
(๓) ผู้ประกันตน 3.0

บัญชีอัตราเงินสมทบ บัญชี ค.

ผู้ออกเงินสมทบ อัตราเงินสมทบเป็นร้อยละของค่าจ้าง ของผู้ประกันตน
๑.เงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บปวย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีคลอดบุตร
(๑) รัฐบาล
1.5
(๒) นายจ้าง 1.5
(๓) ผู้ประกันตน 1.5
๒. เงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีขราภาพ

(๑) รัฐบาล

 

1.0

(๒) นายจ้าง 3.0
(๓) ผู้ประกันตน 3.0

กฎกระทรวง

กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทน

ในกรณีชราภาพเป็นการเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการลดอัตราเงินลมทบ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๕๕

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และมาตรา ๗๗ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ค. ๒๕๓๓ ซี่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้ โดยอาคัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นตันไป

ข้อ ๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ ๒/๑ แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเป็นการเฉพาะใบช่วงเวลาที่มีการลดอัตราเงินสมทบ พ.ศ. ๒๕๕๒

“ข้อ ๒/๑ การจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้แก่ผู้ประกันตนซี่งออกเงินสมทบเข้ากองทุนในช่วงเวลา ที่มีการลดอัตราเงินสมทบตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ค. ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ให้คำนวณจากอัตราเงินสมทบเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ ๑ ของค่าจ้างที่มีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มขึ้นจากอัตราที่กำหนดในข้อ ๖ (๒) แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. ๒๕๕๐”

ให้ไว้ ณ วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕

(นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ดูกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบประกันสังคมปี 2555

ประกันสังคม โชว์ผลงานปี 2554 ลูกจ้างรับสิทธิประโยชน์เพิ่ม

สปส.โชว์ผลงานปี 2554 ลูกจ้างรับสิทธิฯ เพิ่ม ลั่นปี 2555 เน้นนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิตด้านแรงงานที่ดีขึ้น
         สำนักงานประกันสังคมแจงผลงานปี 54 ปรับสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตน 6 กรณีให้มากขึ้น เพื่อผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทั่วถึง และปรับปรุงแนวทางการขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ ย้ำทิศทางปี 55 เน้นดูแลลูกจ้าง ผู้ประกันตนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
          นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยในปัจจุบันมีผู้ประกันตน ที่อยู่ในความดูแลของ สำนักงานประกันสังคมจำนวน 10,409,288 คน สถานประกอบการ จำนวน 403,078 แห่ง โดยตั้งแต่ต้นปี 2554 ที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน ประกอบด้วย ดังนี้
1. เพิ่มค่าคลอดบุตรจากครั้งละ 12,000 บาท เป็น 13,000 บาทต่อครั้ง
2. เพิ่มค่าทันตกรรม กรณีถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน เดิมครั้งละไม่เกิน 250 บาท และไม่เกิน 500 บาทต่อปี เป็นครั้งละไม่เกิน 300 บาท และไม่เกิน 600 บาทต่อปี
3. เพิ่มสิทธิในการใส่รากฟันเทียม ให้กับผู้ประกันตนที่ประสบอุบัติเหตุ และสูญเสียฟันทั้งปาก หรือ ผู้ประกันตนที่มีอายุตั้งแต่ 53 ปีขึ้นไป และสูญเสียฟันทั้งปาก ซึ่งผู้ประกันตนต้องยื่นความจำนงขอรับสิทธิภายใน 90 วัน นับจากวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ โดยผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาได้ในโรงพยาบาลโครงการรากฟันเทียม ซึ่งสถานพยาบาลจะเป็นผู้ขอรับค่าบริการทางการแพทย์ หลังจากสิ้นสุดการรักษาเท่าที่จ่ายจริงในอัตราไม่เกิน 16,000 บาท ต่อราก และไม่เกินรายละ 2 ราก
4. เพิ่มสิทธิในการรักษาโรคจิต ให้กับผู้ประกันตนที่เข้ารับบริการในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลฯ
5. เพิ่มสิทธิการรักษาผู้ทุพพลภาพ กรณีเข้ารับบริการในสถานพยาบาลของรัฐ กรณีผู้ป่วยนอก จ่ายจริงตามความจำเป็น กรณีผู้ป่วยใน จ่ายค่าบริการทางการแพทย์ด้วยระบบ DRG และหากเข้ารับบริการ ในสถานพยาบาลเอกชน กรณีผู้ป่วยนอก เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 2,000 บาท/เดือน กรณีผู้ป่วยใน เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 4,000 บาท/เดือน และเหมาจ่ายค่าพาหนะเพื่อรับบริการทางการแพทย์ เดือนละ  500 บาท
6. เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจากรายละ 350 บาท เป็น 400 บาท
7. เพิ่มสิทธิประโยชน์บริการทางการแพทย์
   -กรณีรักษาโรคมะเร็ง 7 ชนิด ได้แก่ โรคมะเร็งรังไข่ โรงมะเร็งปอด โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งโพรงจมูก โรคมะเร็งหลอดอาหาร โดยให้การรักษาตาม Protocol ที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด
   -การรักษาด้วยยา เคมีบำบัด รังสีรักษา นอกเหนือ Protocol ให้จ่ายค่ายารักษามะเร็ง ค่าเคมีบำบัด ค่ารังสีรักษาเท่าจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 50,000 บาท/ปี
   -ยกราคาสูงตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติ
   -เพิ่มกรณีโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาตัวในสถานพยาบาล เกินกว่า 180 วันในหนึ่งปี
   -ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ กรณีให้ยา Erythropoietin
   -เพิ่มกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินไม่จำกัดจำนวนครั้ง
   -เพิ่มสิทธิประโยชน์ทันตกรรม กรณีฟันคุด และฟันเทียม
   -ขยายสิทธิการได้รับยาต้านไวรัสเอดส์
   -เพิ่มสิทธิประโยชน์ กรณีปลูกถ่ายไต สำหรับผู้เป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายก่อนเป็นผู้ประกันตน
          นอกจากนี้ ยังได้ออกพระราชบัญญัติการกลับเป็นผู้ประกันตน พ.ศ.2554 ซึ่งมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 12 พ.ค.54 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ขาดส่งเงินสมทบ จำนวน 389,418 คน สามารถกลับเข้าเป็นผู้ประกันตนได้อีก ทั้งนี้ ได้มีผู้กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 แล้ว จำนวน 48,583 คน 
          ในปี 2555 นี้ สำนักงานประกันสังคม ปรับเพิ่มเหมาจ่ายค่ารักษาให้กับโรงพยาบาลที่ทำการรักษาผู้ประกันตนที่เจ็บ ป่วย ในอัตรา  1,446  บาทต่อคนต่อปี เริ่ม 1 ม.ค.55 เพื่อให้ผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง และมีค่ารักษาสูง มีทางเลือกเพิ่มขึ้น สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลอย่างมีคุณภาพและมาตรฐานมากยิ่งขึ้น และจากเหตุเกิดการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงในปี 2554 นี้ สำนักงานประกันสังคมได้มีแนวทางการให้ความช่วยเหลือนายจ้าง/ผู้ประกันตนที่ ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัย โดยลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมแก่นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน มาตรา 33 และมาตรา 39 เป็นระยะเวลา 1 ปี ในปี 2555 โดยลดอัตราเงินสมทบที่จ่ายในปัจจุบันฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้างผู้ประกันตนดังนี้
     ครึ่งปีแรก (1 ม.ค.-30 มิ.ย.55) จ่ายในอัตราฝ่ายละร้อยละ 3 ลดลงจากเดิม ฝ่ายละร้อยละ 2
     ครึ่งปีหลัง (1 ก.ค.-31 ธ.ค.55) จ่ายในอัตราฝ่ายละร้อยละ 4 ลดลงจากเดิม ฝ่ายละร้อยละ 1
           อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคมกำหนดทิศทางการทำงานไว้ชัดเจน คือ เน้นที่จะให้ผู้ประกันตนทุกคนได้รับบริการและคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถเข้า รับการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง

ประกันสังคม ลดอัตราเงินสมทบปี 2555

คณะกรรมการประกันสังคมเห็นชอบลดอัตราเงินสมทบปี 2555 ช่วยเหลือนายจ้าง ลูกจ้าง ประสบอุทกภัย          
          สำนักงานประกันสังคม  เผยมติคณะกรรมการประกันสังคมเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง และผู้ประกันตน ม.33 และม.39 ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์อุทกภัยในวงกว้าง โดยลดอัตราเงิน สมทบกองทุนประกันสังคมปี 2555 เตรียมเร่งยื่นเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่อออกกฎกระทรวงบังคับใช้ต่อไป
          นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทรัพย์สินต่อบ้านเรือน บริษัทห้างร้านสถานประกอบการต่างๆ และส่งผลกระทบต่อนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมได้รับความเดือดร้อนโดยทั่วกัน ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมจึงได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน แก่ นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันสังคม โดยคณะกรรมการประกันสังคมได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 เห็นชอบให้ลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมแก่นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน เป็นระยะเวลา 1 ปี ในปี 2555 โดยลดจากอัตราเงินสมทบที่จ่ายในปัจจุบันฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้างผู้ประกันตน ดังนี้         
ครึ่งปีแรก (1 มกราคม -  30 มิถุนายน 2555) จ่ายในอัตราฝ่ายละร้อยละ 3 ลดลงจากเดิม ฝ่ายละร้อยละ 2 
ครึ่งปีหลัง (1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2555) จ่ายในอัตราฝ่ายละร้อยละ 4 ลดลงจากเดิม ฝ่ายละร้อยละ 1
          ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงจ่ายสมทบในอัตราเดิม คือ 2.75 การลดอัตราเงินสมทบในครั้งนี้ จะช่วยแบ่งเบาภาระนายจ้างและผู้ประกันตน ฝ่ายละประมาณ 16,700 ล้านบาท ในส่วนของผู้ประกันตนแบ่งเบาภาระ ได้เฉลี่ยคนละประมาณ 1,700 บาท/ปี (คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39)
           การลดอัตราเงินสมทบดังกล่าวผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนเดิมทุกกรณี โดยเฉพาะการรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ

           ทั้งนี้ มีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)

ที่มาข่าว…ประกันสังคม

ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีซื้อบ้านหลังแรก

นายสมชาย นิลยาภรณ์ สรรพากรพื้นที่ตราด แจ้งว่าได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๒๘) พ.ศ.๒๕๕๔ กำหนดหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดที่มีมูลค่าไม่เกินห้าล้านบาท เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตน เป็นจำนวนเท่ากับภาษีเงินได้ที่คำนวณจากเงินได้สุทธิหรือที่ต้องชำระก่อนการคำนวณเครดิตภาษี แต่ไม่เกินร้อยละสิบของมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผู้มีเงินได้จะได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าวดังนี้

1. ต้องจ่ายค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุดในระหว่างวันที่ 21 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 และมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิในช่วงเวลาดังกล่าว

2. ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ครั้งแรกภายในห้าปีนับแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ และต้องใช้สิทธิดังกล่าวเป็นเวลาห้าปีภาษีต่อเนื่องกันโดยให้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่าๆ กันในแต่ละปีภาษี

3. ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน

4. ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องไม่เคยผ่านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิมาก่อน

5 ต้องไม่เคยเป็นผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืม สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย

๖. ต้องไม่เคยเป็นผู้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๔๑ (พ.ศ. ๒๔๔๖) และ ฉบับที่ ๒๗๑ (พ.ศ. ๒๔๔๒)

อ้างอิงพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 528 พศ.2554

ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 241

ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 271

อัตราค่าแรงขั้นต่ำ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555

ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง
เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ ๖)

ด้วยคณะกรรมการค่าจ้างได้มีการประชุมศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
และมีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างทุกคน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๙ (๓) และมาตรา ๘๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑
คณะกรรมการค่าจ้างจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

  • ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ ๕) ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
  • ข้อ ๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสามร้อยบาท ในท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
  • ข้อ ๓ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยเจ็ดสิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดชลบุรี
  • ข้อ ๔ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยหกสิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และสระบุรี
  • ข้อ ๕ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยหกสิบห้าบาท ในท้องที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • ข้อ ๖ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยหกสิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดระยอง
  • ข้อ ๗ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดพังงา
  • ข้อ ๘ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบแปดบาท ในท้องที่จังหวัดระนอง
  • ข้อ ๙ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบเจ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดกระบี่
  • ข้อ ๑๐ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบห้าบาท ในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา และปราจีนบุรี
  • ข้อ ๑๑ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดลพบุรี
  • ข้อ ๑๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบสองบาท ในท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี
  • ข้อ ๑๓ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบเอ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ และราชบุรี
  • ข้อ ๑๔ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบบาท ในท้องที่จังหวัดจันทบุรี และเพชรบุรี
  • ข้อ ๑๕ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบหกบาท ในท้องที่จังหวัดสงขลา และสิงห์บุรี
  • ข้อ ๑๖ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดตรัง
  • ข้อ ๑๗ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอ่างทอง
  • ข้อ ๑๘ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบเอ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดชุมพร พัทลุง เลย สตูล และสระแก้ว
  • ข้อ ๑๙ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบบาท ในท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยะลา สมุทรสงคราม และสุราษฎร์ธานี
  • ข้อ ๒๐ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดนราธิวาส อุดรธานี และอุบลราชธานี
  • ข้อ ๒๑ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบเจ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดนครนายก และปัตตานี
  • ข้อ ๒๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบหกบาท ในท้องที่จังหวัดตราด บึงกาฬ ลำพูน และหนองคาย
  • ข้อ ๒๓ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดกำแพงเพชร และอุทัยธานี
  • ข้อ ๒๔ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท และสุพรรณบุรี
  • ข้อ ๒๕ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบสองบาท ในท้องที่จังหวัดเชียงราย นครสวรรค์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด และสกลนคร
  • ข้อ ๒๖ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบบาท ในท้องที่จังหวัดชัยภูมิ มุกดาหาร ลำปาง สุโขทัย และหนองบัวลำภู
  • ข้อ ๒๗ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดนครพนม
  • ข้อ ๒๘ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบเจ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์
  • ข้อ ๒๙ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบหกบาท ในท้องที่จังหวัดตาก และสุรินทร์
  • ข้อ ๓๐ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบห้าบาท ในท้องที่จังหวัดน่าน
  • ข้อ ๓๑ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดศรีสะเกษ
  • ข้อ ๓๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบสองบาท ในท้องที่จังหวัดพะเยา
  • ข้อ ๓๓ เพื่อประโยชน์ตามข้อ ๒ ถึงข้อ ๓๒ คำว่า “วัน” หมายถึง เวลาทำงานปกติของลูกจ้าง ซึ่งไม่เกินชั่วโมงทำงานดังต่อไปนี้ แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานน้อยกว่าเวลาทำงานปกติเพียงใดก็ตาม
    (๑) เจ็ดชั่วโมง สำหรับงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
    (๒) แปดชั่วโมง สำหรับงานอื่นซึ่งไม่ใช่งานตาม (๑)
  • ข้อ ๓๔ ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเป็นเงินแก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
  • ข้อ ๓๕ ประกาศคณะกรรมการค่าจ้างฉบับนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์
ปลัดกระทรวงแรงงาน
ประธานกรรมการค่าจ้าง

คลิ๊กเพื่อดูประกาศค่าแรงขั้นต่ำปี 2555