Archives for July 2013

การนับอายุงานต่อเนื่อง กรณีโอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปพร้อมพนักงาน

ปกติแล้วการนับอายุงานต่อเนื่องกรมสรรพากรให้นับได้เฉพาะที่ทำงานสุดท้ายเท่านั้น แต่จากข้อหารือนี้ (ปี 2555) จะพบว่า การใช้สิทธิแยกยื่นเพื่อเสียภาษีสำหรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนับอายุงานต่อเนื่องได้ ให้นับอายุงานในบริษัทผู้โอนกับบริษัทผู้รับโอน (กรณีไม่มีการโอนเงินกองทุนจะไม่สามารถนับอายุงานต่อเนื่องได้)

เลขที่หนังสือ : กค 0702/8892

วันที่ : 5 ตุลาคม 2555

เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการนับอายุงานสำหรับการคำนวณเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน

ข้อกฎหมาย : มาตรา 40(1) (2) มาตรา 48(5) และมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ
1. บริษัท เอ. (นายจ้าง) ซึ่งเป็นนายจ้างของกองทุนฯ มีข้อตกลงเกี่ยวกับการรับพนักงานชาวต่างชาติที่โอนมาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศเข้ามาเป็นพนักงานของนายจ้าง โดยให้นับอายุงานที่พนักงานปฏิบัติงานมากับบริษัทแม่ในต่างประเทศต่อเนื่องกับอายุงานที่ทำกับนายจ้างเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากนายจ้างเสมือนพนักงานทั่วไป รวมถึงสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย แต่ไม่ได้โอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในต่างประเทศมายังกองทุนในประเทศไทย เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(สำนักงาน ก.ล.ต.) ในฐานะนายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตีความว่า เงินที่จะโอนเข้ามายังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้นั้นต้องเป็นเงินที่โอนมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยเท่านั้นต่อมาพนักงานชาวต่างชาติดังกล่าวได้ลาออกจากงานหรือกลับไปปฏิบัติงานที่บริษัทแม่ในต่างประเทศโดยมีระยะเวลาปฏิบัติงานกับบริษัทนายจ้างในต่างประเทศเป็นเวลา 4 ปี และมีระยะเวลาปฏิบัติงานกับนายจ้างในประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี รวมระยะเวลาปฏิบัติงานกับนายจ้างทั้งสองแห่งต่อเนื่องกันเป็นเวลา 6 ปี

2. บริษัทฯ ได้หารือว่า เมื่อพนักงานดังกล่าวได้พ้นจากการเป็นลูกจ้างของนายจ้าง และได้รับเงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน เงินได้ที่พนักงานดังกล่าวได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษากร ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2535 ได้หรือไม่

แนววินิจฉัย
1. กรณีการโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปพร้อมกับพนักงาน การนับจำนวนปีที่ทำงานของพนักงานเพื่อการหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นับอายุงานในบริษัทผู้โอนและบริษัทผู้รับโอนต่อเนื่องกันได้ แต่หากไม่มีการโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังบริษัทผู้รับโอน ก็ไม่สามารถนับอายุงานต่อเนื่องได้

2. กรณีนายจ้างในประเทศไทยรับโอนพนักงานชาวต่างชาติของบริษัทแม่ในต่างประเทศเข้ามาเป็นพนักงานของนายจ้างโดยให้นับอายุงานต่อเนื่องเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เสมือนพนักงานทั่วไปรวมถึงสวัสดิการจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่ไม่ได้โอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในต่างประเทศมายังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างในประเทศไทย กรณีดังกล่าว ไม่ว่าจะมีการโอนหรือไม่มีการโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมายังบริษัทฯ ในประเทศไทยก็ไม่สามารถนับอายุการปฏิบัติงานในบริษัทแม่ในต่างประเทศผู้โอนและบริษัทนายจ้างผู้รับโอนต่อเนื่องกันได้เนื่องจากเงินที่โอนมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็นกฎหมายไทยเท่านั้น ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องเขตอำนาจรัฐซึ่งใช้บังคับเหนือการกระทำทั้งหมดที่เกิดในดินแดนหรือในเขตอำนาจอธิปไตยในราชอาณาจักรไทย เมื่อพนักงานชาวต่างชาติซึ่งมีอายุการปฏิบัติงานกับนายจ้างในประเทศไทยเป็นเวลาเพียง 2 ปี จึงไม่มีสิทธินำเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานมาเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นได้ตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบข้อ 2(ก) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2535 พนักงานชาวต่างชาติต้องนำเงินได้ที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวมารวมคำนวณกับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นที่ได้รับในระหว่างปี เพื่อยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้ : 75/38300

เงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน กรณีจ่ายไม่พร้อมกัน (0702/9608)

เงินชดเชยที่จ่ายให้เพราะเหตุออกจากงานกรณีเลิกจ้าง (ให้ออก) เงินชดเชยที่จ่ายทุกประเภท เช่น เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยง เงินชดเชยอื่นๆ ฯลฯ การคำนวณภาษีโดยใช้สิทธิแยกยื่นจากเงินเดือน ให้ใช้ได้ครั้งเดียวเฉพาะครั้งแรกที่มีการจ่ายเท่านั้น ในข้อหารือจะพบว่ามีการจ่ายเงินชดเชยไม่พร้อมกัน จ่ายคนละปี ในปีถัดมาจึงไม่สามารถใช้สิทธิแยกยื่นได้

เลขที่หนังสือ : กค 0702/9608

วันที่ : 26 ตุลาคม 2555

เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน

ข้อกฎหมาย : มาตรา 48(5) มาตรา 40(1) และมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ 
กรณีเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้รับในปีภาษีถัดไป โดยสรุปข้อเท็จจริงได้ดังนี้ 
1. นาง จ. ออกจากงานในวันที่ 15 ธันวาคม 2553 โดยได้รับเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน 2 ประเภท คือ 
    1.1 เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำนวนเงิน 1,449,497 บาท ได้รับ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 
    1.2 เงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำนวนเงิน 1,189,047.89 บาท ได้รับ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 20 มกราคม 2554 
2. นาง จ. นำเงินชดเชยจากการเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงาน จำนวนเงิน 1,449,497 บาท ที่ได้รับในปีภาษี 2553 มายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 91) ในปีภาษี 2553 โดยเลือกคำนวณเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร 
3. ต่อมานาง จ. ได้นำเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำนวนเงิน 1,189,047.89 บาท ไปยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 ในปีภาษี 2554 โดยเลือกคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเจ้าหน้าที่สรรพากรแจ้งว่า การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินได้เพราะเหตุออกจากงาน ต้องยื่นครั้งเดียวพร้อมกับเงินชดเชยการเลิกจ้างที่ได้รับจากนายจ้างในเดือนธันวาคม 2553 จึงไม่อาจใช้สิทธิลดหย่อนในปีภาษีถัดไปได้อีก

แนววินิจฉัย 
กรณีนาง จ. ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2553 และได้รับเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 เป็นกรณีที่มีการจ่ายเงินจากผู้จ่ายรายเดียวกันหลายครั้ง ไม่ว่าจะแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท นาง จ. จะเลือกเสียภาษีต่างหากจากเงินได้อื่นได้เฉพาะเงินได้ที่จ่ายในปีภาษีแรกที่มีการจ่ายเงินได้เท่านั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2 (ข) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48 (5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2535

เลขตู้  : 75/38337

การนับอายุการทำงานต่อเนื่อง กรณีได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (0702/8514)

จากข้อหารือในปีก่อน หรือแม้แต่ศูนย์บริการข้อมูลกรมสรรพากร (RD Call Center) ได้เคยตอบเรื่องการนับการทำงานต่อเนื่องว่า ไม่สามารถทำได้ ให้นับได้เฉพาะอายุการทำงานที่ทำงานสุดท้ายเท่านั้น แต่จากข้อหารือนี้พบว่า กรณีย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไปยังที่ทำงานใหม่ สามารถนับอายุการทำงานต่อจากที่เดิมได้ (เดิมให้นับอายุสมาชิกกองทุนต่อเนื่องได้เท่านั้นไม่รวมถึงอายุการทำงาน)

เลขที่หนังสือ : กค 0702/8514

วันที่ : 26 กันยายน 2555

เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ข้อกฎหมาย : มาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ
๑. นางสาว บ.ทำงานที่ธนาคาร ป. ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๗ และลาออก จากงานเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ รวมระยะเวลาทำงาน ๒ ปี ๑๙ วัน ต่อมานางสาว บ. เข้าทำงานที่ธนาคาร ล. เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๙ และได้โอนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคาร ป. ไปด้วย และลาออกจากธนาคาร ล. เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ รวมระยะ เวลาทำงาน ๓ ปี ๒๑ วัน ในปีภาษี ๒๕๕๒ หลังจากนั้น ได้กลับไปทำงานที่ธนาคาร ป. ตั้งแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ จนถึง ปัจจุบัน โดยมิได้โอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคาร ล. (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ) ไปด้วย นางสาว บ. ขอรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ท. ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ และหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา ๔๘(๕) แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่นำเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ไปรวมกับเงินได้อื่น นางสาว บ. ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.๙๑) แสดงเงินเดือน จำนวนเงิน ๑,๘๙๓,๙๖๔.๗๔ บาท และเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจาก งานประเภทเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ จำนวนเงิน ๓๓๕,๕๓๔.๘๒ บาท จำนวนเงิน ๓๓๕,๕๓๔.๘๒ บาท (ตามใบแนบ ภ.ง.ด.๙๑) คำนวณแล้วมีภาษีคืนจำนวนเงิน ๖๙,๕๒๖.๕๓ บาท

๒. สท.กรุงเทพมหานคร แจ้งให้นางสาว บ. ไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.๙๐ เพิ่มเติม สำหรับภาษีปี ๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ โดยนำเงินเดือนจำนวนเงิน ๑,๘๙๓,๙๖๔.๗๔ บาท และเงินที่จ่ายจากกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพฯ จำนวนเงิน ๓๓๕,๕๓๔.๘๒ บาท รวมเป็นเงินได้ทั้งสิ้น ๒,๒๒๙,๔๔๙.๕๖ บาท มาคำนวณภาษี มีภาษีชำระเพิ่มเติมจำนวนเงิน ๒๑,๖๙๗.๘๔ บาท

๓. ต่อมาวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ นางสาว บ. ยื่นคำร้องขอคืนภาษี (ค.๑๐) สำหรับปีภาษี ๒๕๕๒ จำนวนเงิน ๙๑,๒๒๔.๓๗ บาท (๖๙,๕๒๖.๕๓ (ตาม ๑) + ๒๑,๖๙๗.๘๔ (ตาม ๒)) เนื่องจากเงินได้ที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ จำนวนเงิน ๓๓๕,๕๓๔.๘๒ บาท เลือกเสียภาษีตามมาตรา ๔๘(๕) แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากนับอายุ การทำงานต่อกันได้ สท.กรุงเทพมหานคร มีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรดังกล่าว และนางสาว บ. ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินต่อ สท. กรุงเทพมหานคร ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง

แนววินิจฉัย
กรณีตามข้อเท็จจริงนางสาว บ. ได้ลาออกจากธนาคาร ป. และเข้าทำงานกับ ธนาคาร ล. โดยทันทีอย่างต่อเนื่อง ได้โอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปด้วย โดยธนาคาร ป. ไม่ได้จ่ายเงินได้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจาก งานให้แก่นางสาว บ. กรณีดังกล่าว เพื่อวัตถุประสงค์ในการนับอายุการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ นางสาว บ. มีสิทธินับอายุการทำงานที่อยู่กับธนาคาร ป. ต่อเนื่องรวมกับอายุการทำงานที่อยู่กับธนาคาร ล. ได้ ดังนั้น เมื่อนางสาว บ. ลาออกจากธนาคาร ล. และได้รับเงินที่ จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นางสาว บ. ย่อมมีสิทธิเลือกนำเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว ไปคำนวณเสียภาษีแยกต่าง หากจากเงินได้อื่นตามมาตรา ๔๘(๕) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ ๒(ก) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ ( ฉบับที่ ๔๕)ฯ ลงวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕

เลขตู้ : 75/38293

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการจัดสวัสดิการค่าอาหาร (0702/3552)

การจัดสวัสดิการค่าอาหารโดยจ่ายเป็นเงินให้กับพนักงาน ถือเป็นประโยชน์เพิ่มจากการจ้างแรงงาน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)

เลขที่หนังสือ : กค 0702/3552

วันที่ : 8 พฤษภาคม 2555

เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการจัดสวัสดิการค่าอาหาร

ข้อกฎหมาย : มาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ
สหกรณ์ จัดสวัสดิการค่าอาหารให้แก่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่และพนักงาน โดยจ่ายให้เป็นประจำพร้อมกับ การจ่ายเงินเดือน และจ่ายเฉพาะวันมาปฏิบัติงาน กรณีการจัดสวัสดิการค่าอาหารดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่

แนววินิจฉัย
การจัดสวัสดิการค่าอาหารดังกล่าว เป็นประโยชน์โดยตรงของพนักงานที่ไม่ต้องเสียเงินค่าอาหาร ถือเป็นประโยชน์ เพิ่มจากการจ้างแรงงาน ต้องนำไปรวมกับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา

เลขตู้ : 75/38127

การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีเลิกจ้าง (0811/608)

สรุปได้ดังนี้

  1. เงินได้ที่ได้รับจากการเลิกจ้าง (จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจาก) ที่จ่ายตามกฎหมายแรงงาน (เท่านั้น) ถึงจะมีสิทธิ์ได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท
  2. เงินส่วนที่เกินจากข้อแรก สามารถใช้สิทธิ์แยกยื่นแบบ ซึ่งในใบแนบจะหักค่าใช้จ่าย 7,000 x ปีที่ทำงาน ส่วนที่เหลือหักค่าใช้จ่าย 50% แล้วจึงนำไปคำนวณภาษี
  3. เงินที่ได้รับอื่นๆ (ที่ไม่ใช่เงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน เช่น เงินเดือน ค่าตำแหน่ง ฯลฯ ค้างจ้าง) ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) คำนวณเสียภาษีตามปกติ

เลขที่หนังสือ : กค 0811/608

วันที่ : 25 มกราคม 2544

เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย กรณีเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน

ข้อกฎหมาย : มาตรา 40(1), มาตรา 48(5), มาตรา 50(1)

ข้อหารือ

นาย ก. ทำงานอยู่ที่บริษัท A. จำกัด เป็นเวลา 16 ปี 9 เดือน ได้รับเงินเดือนเดือนสุดท้าย 110,416.67 บาท และในวันที่ 27 มีนาคม 2543 ได้รับหนังสือแจ้งการเลิกจ้างจากบริษัทฯ นาย ก. เห็นว่า บริษัทฯ เลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จึงยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้บริษัทฯ จ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสินจ้างแทนการบอกเลิกจ้างล่วงหน้า เงินค่าตอบแทนการบริหารและเงินอื่น ๆ ตามระเบียบของบริษัทฯ เป็นเงิน 32,725,098.27 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2543 บริษัทฯ จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ยินยอมชำระเงินให้แก่นาย ก. โจทก์ เป็นเงิน 2,000,000 บาท และคู่ความไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก จากการจ่ายเงินดังกล่าว บริษัทฯ ได้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้เป็นเงิน 470,735.40 บาท แต่นาย ก. เห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายควรมีจำนวนเพียง 82,891.66 บาท นาย ก.จึงขอให้ศาลสั่งให้บริษัทฯ จำเลยวางเงินพร้อมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่โจทก์คำนวณไว้ และหารือว่า

1. นาย ก. ได้ทำงานที่บริษัทฯ เกือบ 17 ปี บริษัทฯ นายจ้างได้จ่ายเงินให้ครั้งเดียว เพราะเหตุออกจากงาน 2,000,000 บาท การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องปฏิบัติตามมาตรา 50(1) และมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร และตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2535 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509)ฯ ใช่หรือไม่

2. กรณีบริษัทฯ นายจ้างคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ไม่ถูกต้อง นาย ก. ลูกจ้าง จะต้องยื่น ขอคืนภายหลัง ใช่หรือไม่

แนววินิจฉัย

1.กรณีบริษัทฯ จำเลยในฐานะนายจ้างตกลงยินยอมชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาทให้แก่ นาย ก. โจทก์ในฐานะลูกจ้าง ตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลในคดีดังกล่าว เพื่อเป็นการระงับข้อเรียกร้องของนาย ก. โจทก์ในคดีนี้ และข้อเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์คดีนี้ ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร และมีส่วนที่เป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ที่นาย ก. เรียกร้องจำนวน 1,104,165 บาทรวมอยู่ด้วย จึงถือได้ว่าบริษัทฯ จำเลยได้ชำระเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานให้แก่นาย ก. โจทก์ ด้วยแล้ว ดังนั้น เงินค่าชดเชยที่นาย ก.ได้รับในคดีนี้ ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เฉพาะส่วนที่ไม่เกินสามแสนบาท ตามข้อ 2(51) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509)ฯ เงินค่าชดเชยส่วนที่เกินสามแสนบาท ถือเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามข้อ 1 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2535 นาย ก. ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นได้ ตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้ ดังกล่าวต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1)วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามข้อ 2 ข้อ 3(1) และข้อ 4 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2535 แต่ผู้มีเงินได้ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้สุทธิส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาทแรก สำหรับปีภาษีนั้น ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 352) พ.ศ.2542 เนื่องจากมิใช่เป็นการคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนเงินที่นาย ก. ได้รับจากบริษัทฯ นอกจากนี้มิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงาน ตามมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากรโดยบริษัทฯ ผู้จ่ายเงินได้ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร

2. กรณีบริษัทฯ นายจ้างคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเกินกว่าผู้มีเงินได้ควรจะต้องเสียภาษี ถือว่าผู้มีเงินได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกินไป ผู้มีเงินได้ต้องยื่นคำร้อง
ขอคืนเงินภาษีที่เกินนั้นได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปี ซึ่งได้ถูกหักภาษีเกินไป ตามมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้ : 64/30081

การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการถูกเลิกจ้าง (0706/6342)

การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายกรณีถูกเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุ โดยสามารถใช้สิทธิแยกยื่น โดยคำนวณในใบแนบ ซึ่งจะหักค่าใช้จ่ายได้ 7,000 บาท x ปีที่ทำงาน เหลือเท่าไหร่ ให้หักค่าใช้จ่ายได้อีก 50% คงเหลือเป็นเงินได้สุทธิที่ต้องคำนวณภาษี

เลขที่หนังสือ กค 0706/6342

วันที่ : 6 กรกฎาคม 2547

เรื่อง : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการถูกเลิกจ้าง

ข้อกฎหมาย : มาตรา 48(5), มาตรา 50(1), ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ

ข้อหารือ

นาย ภ. อายุ 57 ปี ซึ่งทำงานเป็นพนักงานบริษัท ท. จำกัด มาแล้วเป็นระยะเวลาประมาณ 9 ปี บริษัทฯ ได้ออกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่กำหนดให้ลูกจ้างที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ต้อง เกษียณอายุการทำงานและรวมถึงลูกจ้างที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ก่อนวันที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่นี้จะมีผลใช้บังคับด้วย โดยถือว่าลูกจ้างรายนั้นถูกเลิกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุการทำงาน ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2546 ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่นี้และได้ทำงานมาแล้วตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดมีสิทธิได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่นี้มีผลทำให้นาย ภ. ต้องถูกเลิกจ้างเนื่องจากมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วในวันที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่นี้มีผลใช้บังคับและบริษัทฯ ได้จ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานให้แก่นาย ภ. แล้ว แต่นาย ภ. เห็นว่าการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทฯ ได้คำนวณไว้จากเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานดังกล่าวไม่ถูกต้อง จึงหารือว่าการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายจากการเลิกจ้างมีวิธีการอย่างไร

แนววินิจฉัย

กรณีบริษัทฯ ได้กำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุลูกจ้างเกษียณอายุโดยตกลงจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานให้สำหรับลูกจ้างที่ได้ทำงานมาแล้วตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เงินชดเชยที่นาย ภ. ได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามข้อ 1(ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ของเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามมาตรา 48(5) และมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2535 การคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับจำนวนเงินที่นาย ภ. ได้ รับให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกิน เงินได้พึงประเมินเหลือเท่าใดหักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้น แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร และข้อ 4 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)ฯ ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2535

เลขตู้ : 67/33017

การคำนวณเงินค่าภาษีอากรที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้

นายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ เงินค่าภาษีที่ออกให้ถือเป็นประโยชน์เพิ่ม ถือเป็นเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) ซึ่งลูกจ้างต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษี โดยออกภาษีแทนในปีใด ให้ถือเป็นเงินได้ของปีนั้น จริงๆ แล้วเงินค่าภาษีถือเป็นเงินได้ของผู้รับ เพราะฉะนั้นกรณีมีภาษีขอคืน หรือเบี้ยปรับเงินเพิ่ม ลูกจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

คำสั่งกรมสรรพากร

ที่ ป. 7/2528

เรื่อง  การคำนวณเงินค่าภาษีอากรที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร

เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับกรณี คำว่า "เงินได้พึงประเมิน" ตามบทนิยามในมาตรา 39 และประเภทเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 ในบางกรณี กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ ยกเลิกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.2/2526 เรื่อง การคำนวณค่าภาษีเงินได้ที่นายจ้างออกให้เป็นเงินได้พึงประเมินของลูกจ้างตาม มาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2526 แต่ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะ ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนปีภาษี พ.ศ.2528

ข้อ 2 กรณี นายจ้างออกเงินค่าภาษีเงินได้แทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีภาษีใด โดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีเงินได้ด้วยตนเองเลย ให้นำเงินค่าภาษีเงินได้ที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้าง ที่ลูกจ้างได้รับในปีภาษีนั้นแล้วคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะไม่มีเงินค่าภาษีเงินได้ที่นายจ้างอาจใช้ตารางการคำนวณภาษีเงินได้ ที่กรมสรรพากรจัดทำขึ้นซึ่งจะได้ผลเท่ากัน และลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีเงินได้เพิ่มเติมในการคำนวณภาษีเงิน ได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้จำนวนดังกล่าวในปีภาษีนั้นอีก

ข้อ 3 กรณี นายจ้างออกเงินค่าภาษีเงินได้แทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน เช่น เท่ากับจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่นำส่งไว้แล้วให้นำเงินค่าภาษีเงินได้ทีนายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงิน เดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีภาษีนั้น แล้วคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีดังกล่าวถ้ามีภาษีจะต้องเสียเพิ่มเติมในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษีนั้น ลูกจ้างต้องรับภาระในการเสียภาษีเงินได้เพิ่มเติมนั้นด้วยตนเอง

ข้อ 4 ความ ในข้อ 2 และข้อ 3 ให้ใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่น ออกเงินค่าภาษีอากรแทนให้ผู้มีเงินได้สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากรทุกประเภท

ข้อ 5 กรณี นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้ออกเงินค่าภาษีอากรแทนให้ผู้มีเงินได้สำหรับ เงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากรของปีภาษีก่อน พ.ศ.2528 แต่ได้ออกให้ตั้งแต่ พ.ศ. 2528 เป็นต้นไป ให้ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ(2) แห่งประมวลรัษฎากรของผู้มีเงินได้ในปีภาษี พ.ศ. 2528 ด้วย

กรณีนายจ้างผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกเงินค่าภาษีอากรแทนให้ ผู้มีเงินได้สำหรับเงินได้ประเภทใด ๆ ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะออกแทนให้ในทอดใด ๆ และออกแทนให้ในปีภาษีใดก็ตาม ให้ถือว่าเงินค่าภาษีอากรดังกล่าว เป็นเงินได้ของประเภท และของปีภาษีเดียวกับเงินได้ที่มีการออกเงินค่าภาษีอากรแทนให้ เช่นนายจ้างออกเงินค่าภาษีเงินได้ให้ลูกจ้างสำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ ลูกจ้างได้รับในปีภาษี พ.ศ. 2528 โดยออกให้ในปี พ.ศ. 2529 กรณีเช่นนี้ให้ถือว่า เงินค่าภาษีเงินได้ที่นายจ้างออกให้เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากรของลูกจ้างสำหรับปีภาษี พ.ศ. 2528 นั้น การออกภาษีเงินได้ในกรณีเช่นนี้อาจทำให้ผู้เงินได้ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม ภาษีอากรตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร

สั่ง ณ วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2528

วิทย์ ตันตยกุล

อธิบดีกรมสรรพากร