Archives for November 2013

การนับรอบระยะเวลาบัญชี กรณีรอบไม่ได้สิ้นสุดเดือนธันวาคม

คุณโคมทอง ราษฎร์เจริญ ได้โพสต์ไปยัง Suthep Pongpitak เมื่อ 24 ก.ค. 2556 ประมาณ 22 นาทีที่แล้วว่า
"ขอเรียนถามอาจารย์สุเทพ เกี่ยวกับเรื่องรอบระยะเวลาบัญชี เช่น กรณีบริษัทมีรอบฯ บัญชี 1 มิถุนายน 2555 – 31 พฤษภาคม 2556 ในกรณีนี้เรียกว่ามีรอบฯ บัญชีปี 2555 หรือ 2556 คะ"

Suthep Pongpitak ได้โพสต์ตอบไปเมื่อ 16.40 น. ว่า
"กรณีตามข้อถาม เรียกว่า รอบระยะเวลาบัญชีปี 2555 ครับ แต่ควร () วงเล็บให้ทราบกรอบของรอบระยะเวลาบัญชีไว้ด้วย
วิธีการนับรอบระยะเวลาบัญชีที่ถ่ายทอดกันมาแต่เก่าก่อน ซึ่งทุกวันนี้อาจจางหายไปมากแล้ว เพราะไม่ค่อยจะได้มีการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคลัน กล่าวคือ ให้นำ 150 วัน บวกเข้าไปในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วลบด้วย 1 ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้นับเป็นรอบระยะเวลาบัญชีปีนั้น

ตัวอย่าง เช่น รอบระยะเวลาบัญชี 1 เม.ย. 2554 ถึง 31 มีนาคม 2555 ให้นำ 150 วัน (กำหนดเวลาในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร) มาบวกเข้าไป ก็จะได้วันสุดท้ายของกำหนดเวลาดังกล่าว คือ วันที่ 28 สิงหาคม 2555 เช่นนี้ ตกปี 2555 นำมาลบออกด้วย 1 คงเหลือ 2554 จึงำกำหนดให้เรียกรอบระเวลาบัญชีดังกล่าวว่า รอบระยะเวลาบัญชีปี 2554 หรือ

รอบ ระยะเวลาบัญชี 1 ต.ค. 2554 ถึง 30 กันยายน 2555 ให้นำ 150 วัน (กำหนดเวลาในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร) มาบวกเข้าไป ก็จะได้วันสุดท้ายของกำหนดเวลาดังกล่าว คือ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 เช่นนี้ ตกปี 2556 นำมาลบออกด้วย 1 คงเหลือ 2555 จึงำกำหนดให้เรียกรอบระเวลาบัญชีดังกล่าวว่า รอบระยะเวลาบัญชีปี 2555 เป็นต้น

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

ซื้อเครื่องจักรเก่ามาซ่อม เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ที่ต่างประเทศ

คุณ Nuttakan Wongviboonsin ได้โพสต์ไปเมื่อ 22 ก.ค. 2556 ว่า
"เรียนถามอาจารย์ที่เคารพค่ะ
บริษัทในไทย ซื้อเครื่องจักรเก่าและนำมาซ่อม วัตถุประสงค์เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ที่ประเทศเกาหลี โดยบริษัทแม่ได้ส่งเงินมาให้ 2 ล้านบาท พร้อมทั้งส่งชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ (ที่ไม่สามารถหาซื้อในเมืองไทยได้) มาเพื่อใช้เป็นวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมเครื่องจักร ตอนนี้ยังซ่อมไม่เสร็จจึงยังไม่ได้ส่งเครื่องจักรไปยังเกาหลี
ขอความกรุณาเรียนถามค่ะว่า
1. การได้รับเงินจากบริษัทแม่ ถือเป็นรายได้จากการส่งออกที่เสียVAT อัตราร้อยละ 0 และถือเป็นรายได้ตามแบบ ภ.พ.30 ในเดือนที่ได้รับเงิน ใช่ไหมคะ แม้ว่าบริษัทฯ ยังไม่ได้ส่งเครื่องจักรไปประเทศเกาหลี และในวันที่ส่งออกเครื่องจักร เราต้องแสดงมูลค่าเครื่องจักรใน Invoice เป็นเท่าไหร่ และบริษัทฯ ไม่ต้องนำมูลค่าเครื่องจักรไปลงในรายงานภาษีขายอีก เพราะได้ยื่นไปรายได้ตามจำนวนเงินที่ได้รับไปแล้วในเดือนที่รับเงิน ใช่ไหมคะ
2. การได้รับชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์จากบริษัทแม่ ต้องถือเป็นรายได้จากการส่งออกที่เสีย VAT อัตราร้อยละ 0 และถือเป็นรายได้ตามแบบ ภ.พ.30 ในเดือนที่ได้ชิ้นส่วน ด้วยหรือไม่
หนูอ่าน FAQ จากเว็ปกรมสรรพากร
คำถาม : บริษัทได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัทแม่ในต่างประเทศโดยไม่มีเงื่อนไขต้องนำเงินช่วยเหลือมาเสียภาษีหรือไม่
คำตอบ : เงินที่ได้รับจากการช่วยเหลือจากบริษัทแม่ถือเป็นรายได้เนื่องจากกิจการต้องนำมาถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
หนูขอความกรุณาถามเพิ่มเติมค่ะ
เงินช่วยเหลือนี้จะต้องถือเป็นรายได้ที่ต้องแสดงในแบบ ภ.พ.30 ด้วยหรือไม่คะ และต้องเสียภาษีในอัตราใด
กราบขอบพระคุณอาจารย์มาล่วงหน้า"
เรียน คุณ Nuttakan Wongviboonsin
เนื่องจากไม่มีโอกาสได้ซักถามข้อเท็จจริงอื่นจนกระจ่างชัดที่จะตอบให้ดีกว่าที่มี จึงพิจารณาจากข้อมูลที่ให้มา
1. บริษัทในไทย ซื้อเครื่องจักรเก่าและนำมาซ่อม วัตถุประสงค์เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ที่ประเทศเกาหลี (ไม่ทราบว่านำเข้าหรือซื้อในประเทศ ซื้อจากบริษัทแม่หรือซื้อจากคนอื่น)
– ถือว่าบริษัทฯ ซื้อสินค้าเครื่องจักรเก่าเพื่อนำมาซ่อมเพื่อขายให้แก่บริษัทแม่ในประเทศเกาหลี
– รายจ่ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ซื้อจนกระทั่งซ่อมเสร็จถือเป็นต้นทุนของสินค้าเครื่องจักรนั้น
– บริษัทฯ ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ และบันทึกต้นทุนสินค้าเครื่องจักรเก่าเป็นรายชิ้น (Specific Item Method)
2. บริษัทแม่ได้ส่งเงินมาให้ 2 ล้านบาท พร้อมทั้งส่งชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ (ที่ไม่สามารถหาซื้อในเมืองไทยได้) มาเพื่อใช้เป็นวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมเครื่องจักร
– เมื่อเข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าเครื่องจักร โดยการส่งออกไปให้บริษัทแม่ในประเทศเกาหลี ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงย่อมเกิดขึ้นเมื่อบริษัทฯ ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรสำหรับสินค้าเครื่องจักรเก่าที่ได้ซ่อมเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ตามนัยมาตรา 78 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้
"(4) การขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้
(ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร…"
– ดังนั้น เงินจำนวน 2 ล้านบาท ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ ที่บริษัทฯ ส่งมาให้นั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรับชำระราคาค่าสินค้า บริษัทฯ จึงยังไม่ต้องนำไปบันทึกในรายงานภาษีขาย จนกว่าจะได้ส่งออกเครื่องจักรไปให้บริษัทแม่ในประเทศเกาหลี โดยถือเป็นรายได้รับล่วงหน้าค่าขายสินค้า สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนหากเงินที่ได้รับเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้ใช้ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงในวันที่ได้รับเงินจากบริษัทแม่
– ในขณะที่บริษัทฯ ได้นำเข้าชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ บริษัทฯ ตัองสำแดงในใบขนสินค่า เพื่อเสียอากรขาเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วนำมาบันทึกเป็นต้นทุนเครื่องจักร (เพื่อรอการขาย – ส่งออก) ต่อไป มูลค่าชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ (ตามที่บริษัทแม่แจ้ง) ถือเป็นทั้งมูลค่าต้นทุนและรายได้รับล่วงหน้า เช่นเดียวกับเงิน 2 ล้านบาท

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
1. เนื่องจากการได้รับเงินจากบริษัทแม่ ถือเป็นรายได้จากการส่งออกสินค้าที่เสีย VAT อัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อผ่านพิธีการทางศุลกากร ให้บริษัทฯ นำไปบันทึกในรายงานภาษีขายและแสดงเป็นรายได้ตามแบบ ภ.พ.30 ในเดือนที่มีการส่งออก โดยผ่านพิธีการทางศุลกากรไปยังประเเทศเกาหลี
ในวันที่ส่งออกเครื่องจักร เราต้องแสดงมูลค่าเครื่องจักรใน Invoice ตามราคาตลาดที่ควรจะเป็น แต่ไม่ต่ำกว่า "2 ล้านบาท" (ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง ณ วันที่ได้รับเงิน) บวกค่าชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์
2. การได้รับชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์จากบริษัทแม่ ได้อธิบายในข้อเท็จจริงข้างต้นแล้ว โดยบริษัทฯ ต้องนำไปถือเป็นทั้งต้นทุนและรายได้จากการส่งออกเครื่องจักรที่เสีย VAT ในอัตราร้อยละ 0 และถือเป็นรายได้ตามแบบ ภ.พ.30 ในเดือนที่มีการส่งออกเครื่องจักรเก่านั้นออกไปให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ เพราะถือเป็นการขายสินค้า – ส่งออก ที่มิใช่การให้บริการในราชอาณาจักร และมีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ข้างต้น
ปล. ตาม FAQ เป็นกรณีเงินอุดหนุนให้เปล่าที่มิได้หวังสิ่งตอบแทน มิใช่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่คุณ Nuttakan ได้เล่าไปว่า บริษัทฯ ได้ซื้อเครื่องจักรมาซ่อมเพื่อส่งไปให้บริษัทแม่ โดยบริษัทแม่จ่ายค่าเครื่องจักรมา 2 ล้านบาท พร้อมทั้งอะหลั่ยชิ้นส่วนอันเป็นสัญญาต่างตอบแทน (ซื้อขาย) มิใช่การให้เปล่า ทั้งนี้ เว้นแต่ ข้อเท็จจริงจะเปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างไปจากที่ได้รับข้างต้น
ฉะนั้น ขอความกรุณาเถอะแม่คุณ พ่อทูนหัวทั้งหลาย อย่าประหยัดเวลาในการเล่าข้อเท็จจริง ไตร่ตรองให้รอบคอบเรียบเรียงให้ดี เสียก่อน อย่าพลีพลามอยากจะได้คำตอบ ซึ่งถามไปก็เทานั้น ไม่ได้ความจริงที่ถูกต้อง ขอให้ "หมดเปลือก" ไปเลย เหมือนไปหาหมอ ไม่เล่าอาการ ก็จะได้แต่ยาแก้ปวดเท่านั้น ซึ่งอาจรักษาอะไรไม่ได้เลย เสียทัังคนไข้และหมอ

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

ค่ารับรอง หรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ

คุณ Atoy Wan ได้โพสต์จากบริเวณ Bangkok ไปยัง Suthep Pongpitak เมื่อ 19 ก.ค. 2556 ประมาณ 9 ชั่วโมงที่แล้ว ว่า
"เรื่องภาษีซื้อต้องห้ามลักษณะตามมาตรา 82/5 ในเรื่องภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันลักษณะทำนองเดียวกัน
สอบถามค่ะว่า ในกิจกรรมต่อไปนี้ เข้าลักษณะตามมาตรานี้หรือเปล่าค่ะ
1. ค่าอาหารและเครื่องดื่ม การจัดสัมมนาโดยเก็บค่าเข้าร่วมสัมมนา
2. ค่าอาหารและครื่องดื่ม ประชุมคณะกรรมการประจำเดือน
3. ค่าอาหารและเครื่องดื่มกิจกรรมสำหรับสมาชิก (มีการเก็บค่าบำรุงสมาชิกรายปี)"

เรียน คุณ Atoy Wan
เพื่อให้เห็นภาพของค่ารับรองหรือคาบริการ ขอนำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับค่ารับรองและค่าเลี้ยงรับรอง ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินค่ารับรอง ชาวต่างประเทศ พ.ศ.2536 ดังนี้
"ค่ารับรอง หมายถึง ค่าเลี้ยงรับรอง ค่าที่พัก ค่ายานพาหนะ ค่าจัดการแสดงหรือค่าเข้าชมการแสดงเพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการรับรองชาวต่างประเทศ
"ค่าเลี้ยงรับรอง หมายถึง ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ ค่าเครื่องใช้ในการเลี้ยงรับรอง และรวมถึงค่าบริการ ค่าภาษี และค่าสถานทีี (ถ้ามี)
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงรับรอง
1. ค่าเลี้ยงรับรอง ประกอบด้วย
1.1 อาหารเช้า
1.2 อาหารว่างและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
1.3 อาหารกลางวัน (รวมเครื่องไม่มีแอลกอฮอล์)
1.4 คอทเทล
1.5 อาหารค่ำ (รวมเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์)
2. ค่าที่พัก
2.1 หัวหน้าคณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป
2.2 หัวหน้าคณะดำรงตำแหน่งต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่า
2.3 ผู้ร่วมคณะ
3. ค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นในระหว่างการเดินทาง
ภายในประเทศเพื่อการรับรองชาวต่างประเทศให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง
3.1 ค่าพาหนะ เช่น ค่าเช่ารถ ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ ฯลฯ
3.2 ค่าธรรมเนียมสนามบิน ค่าธรรมเนียมผ่านทาง ค่าบริการจอดรถ
4. ค่าบัตรเข้าชมการแสดงหรือสถานที่สำคัญเพื่อเป็นการเผยแพร่ส่งเสริมเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง
5. ค่าของขวัญ
5.1 หัวหน้าคณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป และสำหรับคู่สมรสให้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของอัตราดังกล่าว
5.2 หัวหน้าคณะดำรงตำแหน่งต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการ ระดับกรมหรือเทียบเท่า
6. ค่าการแสดง การแสดงที่เป็นการเผยแพร่ส่งเสริมเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย
6.1 ค่าการแสดงนาฎศิลป์
6.2 ค่าดนตรีและนักร้อง
6.3 ค่าดุริยางค์
7. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา กรณีแขกชาวต่างประเทศดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หรือเทียบเท่าขึ้นไป
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
1. ภาษีซื้อสำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม การจัดสัมมนาโดยเก็บค่าเข้าร่วมสัมมนา ไม่ถือเป็นค่ารับรอง แต่ถือเป็นรายจ่ายในการประกอบกิจการทีอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงให้นำไปใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ไม่ต้องห้ามตามาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร
2. ค่าอาหารและครื่องดื่ม ประชุมคณะกรรมการประจำเดือน ไม่ถือเป็นค่ารับรอง แต่ถือเป็นรายจ่ายในการประกอบกิจการทีอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงให้นำไปใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ไม่ต้องห้ามตามาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร
3. ค่าอาหารและเครื่องดื่มกิจกรรมสำหรับสมาชิก (มีการเก็บค่าบำรุงสมาชิกรายปี) ถ้ามีวัตถุประสงค์อย่างอื่นที่มิใช่การรับรองหรือการบริการ ก็ย่อมไม่ถือเป็นค่ารับรอง แต่ถือเป็นรายจ่ายในการประกอบกิจการทีอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงให้นำไปใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ไม่ต้องห้ามตามาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

เงินได้จากกิจการโรงเรียนที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้

คุณ Suwanna Mongkonsamai ได้โพสต์จากบริเวณ Bangkok ไปยัง Suthep Pongpitak เมื่อ 19 ก.ค. 2556 ว่า
"เรียนอาจารย์ สุเทพที่เคารพ
หนูมีคำถามรบกวนอาจารย์ช่วยชี้แนะดังนี้คะ
บริษัททำธุรกิจเป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ โดยได้รับอนุญาตจัดตั้งเป็นโรงเรียนเอกชน ตาม พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 จากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งโดยปกติจะจัดการเรียนการสอนที่บริษัทเอง ในกรณีที่มีบริษัทว่าจ้างให้ไปสอนภาษาอังกฤษ ให้แก่พนักงานของบริษัท ตามหลักสูตรที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่ให้โรงเรียนไปสอนที่บริษัท โดยบริษัทจะเป็นผู้จัดสถานที่ให้ ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการเงินได้จากกิจการของโรงเรียนหรือไม่คะ เนื่องจากไปดู้ใน คำวินิจฉัยที่ กค 0702/7241 วันที่ 7 กันยายน 2554 วินิจฉัยว่า ตามมาตรา 120 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัตโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ข้อ 2(4) ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่องการกำหนดประเภทและลักษณะของโรงเรียน การจัดการเรียนการสอนและหลักสูตรของโรงเรียนนอกระบบ การสอนนอกสถานศึกษาตามมาตรฐาน เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการของโรงเรียนราษฎร์ จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องนำรายได้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
แต่มี คำวินิจฉัยที่ กค 0706/4101 วันที่ 18 เมษายน 2550 ตอบว่า การกระทำในลักษณะเดียวกับข้างต้นเป็นการจ้างเนื่องจาก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนดรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในสัญญาจ้าง และอีกทั้งเป็นการสอนให้กับบุคคลภายนอกที่มิใช่นักเรียนของโรงเรียน ดังนั้นเงินค่าจ้างจึงถือว่าไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้
ไม่ทราบว่าตกลงตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ทางโรงเรียนต้องนำส่งภาษีหรือไม่คะ และคำวินิจฉัยทั้ง 2 ข้อ มีข้อแตกต่างกันอย่างไรคะ
ขอบคุณล่วงหน้าคะอาจารย์
ขอแสดงความนับถือ"

เรียน คุณ Suwanna Mongkonsamai
ได้พิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว ผมมีความเห็นว่า กรณีของบริษัทฯ ไม่เข้าตามข้อเลขที่หนังสือ : กค 0702/7241 ลงวันที่ 7 กันยายน 2554 ซึงเป็นกรณีการจัดการจัดการศึกษาร่วมของสถานศึกษา ตามมาตรา 120 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ประกอบกับข้อ 2 (4) ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่องการกำหนดประเภทและลักษณะของโรงเรียน การจัดการเรียนการสอนและหลักสูตรของโรงเรียนนอกระบบ ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 กำหนดว่า การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ครูหรือผู้สอน โดยใช้สื่อการเรียนการสอน หรือโดยการเรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยมีทั้งครูหรือผู้สอนและสื่อการเรียนการสอน อาจจัดร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับโรงเรียน หรือกับหน่วยงานอื่นทั้งในและนอกสถานศึกษาอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน
หากแต่เข้าตามแนวคำตอบข้อหารือเลขที่ กค 0706/4101 ลง
วันที่ 18 เมษายน 2550 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีเงินได้ของโรงเรียนสยามคอมพิวเตอร์และภาษา หาดใหญ่ การทำสัญญาจ้างระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด ข. กับโรงเรียนฯ เป็นการจ้างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการอบรมตามสัญญาจ้าง อีกทั้งเป็นการสอนให้กับบุคคลภายนอกที่มิใช่นักเรียนของโรงเรียนฯ ดังนี้
ข้อหารือ :
1. โรงเรียนฯ ได้เข้าทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ข. เพื่อดำเนินการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ตามโครงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ข. และองค์กรปกครองท้องถิ่นอื่น คิดเป็นค่าเล่าเรียนคนละ 7,974 บาท ซึ่งโรงเรียนฯ ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งจากกระทรวง ศึกษาธิการ ตามใบอนุญาตลงวันที่ 13 ธันวาคม 2539 เพื่อเปิดสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และกวดวิชาระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลายให้แก่บุคคลทั่วไป เมื่อเรียนจบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อรับรองวิทยฐานะจากโรงเรียนฯ ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยในการสมัครเข้าเรียน ผู้สมัครต้องกรอกใบสมัคร และโรงเรียนฯ ต้องจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เข้าเรียน มีการให้ลงลายมือชื่อเข้าเรียนตามวันและเวลาที่กำหนดในแต่ละหลักสูตร ผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบประเมินผลต้องเขียนคำขอรับใบประกาศนียบัตร และโรงเรียนฯ จะจัดทำทะเบียนไว้เป็นหลักฐานตามข้อบังคับที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด สำหรับผู้เข้ารับการอบรมตามสัญญาฉบับดังกล่าว ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 ถึง 3 รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงฯ กำหนดเช่นเดียวกับนักเรียนผู้สมัครเข้ารับการอบรมด้วยตนเองทุกประการ
2. แม้สัญญาจ้างจะกำหนดรายละเอียดให้อบรมด้วยหลักสูตร Microsoft Window XP, Adobe Photoshop CS และ Macromedia Authoware ก็ตาม แต่หลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรที่ทางโรงเรียนฯ ได้เปิดสอนเป็นการทั่วไปอยู่แล้ว มิได้กำหนดขึ้นใหม่แต่อย่างใด องค์การบริหารส่วนจังหวัด ข. เป็นเพียงผู้เลือกหลักสูตร เพื่อให้บุคลากรในสังกัดได้เข้ารับการอบรมเท่านั้น ส่วนเงื่อนไขอื่นในสัญญาเป็นเพียงข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะเวลาในการอบรม สถานที่ที่ใช้อบรมการจัดให้มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่แตกต่างไปจากการศึกษาที่โรงเรียนฯ แต่อย่างใด และแบบสัญญาจ้างที่ใช้เป็นเพียงแบบฟอร์มที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ข. นำมาใช้กับการทำนิติกรรมสัญญาทุกประเภท รายละเอียดบางส่วนจึงมิได้เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมเนื้อหาบางส่วนไม่อาจถือเป็นรายละเอียดในการอบรมตามโครงการนี้ได้
3. นักเรียนที่จะได้รับประกาศนียบัตรต้องผ่านการสอบประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร ซึ่งผู้รับการอบรมตามสัญญานี้ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้เช่นเดียวกัน ตามมาตรฐานของกระทรวงฯ ที่กำหนดให้ใช้กับนักเรียน ผู้เข้ารับการอบรมตามสัญญานี้จึงเป็นนักเรียน ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน มิใช่บุคคลภายนอกแต่อย่างใด ในโครงการนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลามีงบสนับสนุนให้จัดการอบรมบุคลากรได้จำนวน 750 คน หากจะให้บุคลากรเหล่านั้นเดินทางมาสมัครเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล ย่อมจะเกิดความไม่สะดวก
แนววินิจฉัย :
การทำสัญญาจ้างระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด ข. กับโรงเรียนฯ เป็นการจ้างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการอบรมตามสัญญาจ้าง อีกทั้งเป็นการสอนให้กับบุคคลภายนอกที่มิใช่นักเรียนของโรงเรียนฯ ดังนั้น เงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างที่โรงเรียนฯ ได้รับไม่ถือว่าเป็นเงินได้จากกิจการของโรงเรียนราษฎร์ จึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรม ดา ตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(1) ของกฎกระทรวง 126 (พ.ศ. 2509)ฯ และรายรับดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร
เลขตู้ : 70/34860

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

การรับรู้รายได้จากการจำหน่ายบัตรเงินสด

คุณ Jiggee Naja ได้โพสต์ไปจากบริเวณ Bangkok เมื่อ 17 ก.ค. 2556 ว่า
"เรียน อาจารย์สุเทพคะ
อยากจะขอเรียนปรึกษาอาจารย์หน่อยค่ะ เนื่องจากต้องการทำให้ทุกอย่างถูกต้อง
บริษัทฯ ประกอบธุรกิจขายดีลผ่านทางออนไลน์ (เว็บดีล) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า บริษัทฯ ต้องการจัดจำหน่ายบัตรที่ใช้แทนเงินสด โดยบัตรดังกล่าวจะถูกเก็บในรูปของ “เครดิต” ในบัญชีของลูกค้า ลูกค้าสามารถจ่ายด้วยเครดิตที่มี เมื่อต้องการซื้อดีลกับบริษัท โดยเครดิตดังกล่าว มีอายุ 1 ปี หลังจากซื้อ ถ้าไม่มีการใช้จ่ายเครดิตนี้จะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ
บริษัทฯ จึงขอเรียนปรึกษาอาจารย์ว่าการขายบัตรเงินสดนี้ จะมีภาระภาษีใดเกี่ยวข้องบ้าง ในกรณีดังนี้ค่ะ
1. การขายบัตรเงินสด (เครดิต)
2. เครดิตหมดอายุ
ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์"

เรียน คุณธันยนันท์ "Jiggee Naja" (ลูกศิษย์ อาจารย์ที่หอการค้า)
เนื่องจากข้อเท็จจริงตามคำถามยังไม่ชัแจ้งที่จะตอบ แต่เกี่ยวกับธุรกิจบัตรเงินสด กรมสรรพากรได้ตอบข้อหารือตามหนังสือ
เลขที่หนังสือ กค 0706/7571 ลงวันที่ 8 กันยายน 2548 เรื่อง : ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบธุรกิจบัตรเงินสด จึงขออนำมาโพสต์ให้ศึกษาไปก่อนหากมีข้อสงสัยประการใด ก็สอบถามเข้าไปใหม่ได้ครับ
ข้อหารือ :
บริษัท อ. จะออกบัตรที่ใช้แทนเงินสดออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าเพื่อใช้บัตรดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการรายอื่นๆ เช่น ชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซื้อบัตรชมภาพยนตร์ ชำระค่าใช้บริการ Internet เป็นต้น ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการธุรกิจดังกล่าวได้จากกระทรวงการคลัง ในการจำหน่ายบัตรเงินสดดังกล่าว บริษัทฯ จะจำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ ซึ่งตัวแทนจำหน่ายเหล่านั้นจะนำบัตรไปจัดจำหน่ายต่อ ๆ ไป จนถึงมือลูกค้าผู้ใช้บัตร โดยบริษัทฯ จะให้ค่าตอบแทนการจำหน่ายบัตรแก่ตัวแทนจำหน่ายที่คำนวณจากมูลค่าหน้าบัตรในอัตราตามที่จะตกลงกัน เมื่อลูกค้านำบัตรมาใช้ซื้อหรือชำระค่าสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ได้มีข้อตกลงการรับบัตรของบริษัทฯ ล่วงหน้า บริษัทฯ ก็จะจ่ายคืนค่าสินค้าหรือค่าบริการที่ลูกค้าใช้บัตรชำระให้แก่ผู้ประกอบการเหล่านั้นตามมูลค่าหน้าบัตร โดยบริษัทฯ จะเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บัตรจากผู้ประกอบการนั้น ๆ ตามอัตราที่ตกลงกัน ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านั้นจะเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี (ถ้ามี) ของค่าสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่ลูกค้าต่อไป บริษัทฯ จึงขอหารือภาระภาษีในการประกอบธุรกิจบัตรเงินสดดังนี้
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
1.1 ในการขายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่าย บริษัทฯ จะต้องนำรายได้ดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ ซึ่งบริษัทฯ มีความเห็นว่า บริษัทฯ เป็นเพียงผู้ขายบัตรเงินสดให้แก่ลูกค้าเพื่อที่ลูกค้าจะได้นำบัตรนั้นไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนการชำระด้วยเงินสด โดยที่สินค้าหรือบริการที่จะได้มีการชำระราคานั้น เป็นของผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่มีข้อตกลงร่วมกับบริษัทฯ มิใช่สินค้าหรือบริการของบริษัทฯ เพราะบริษัทฯ ไม่สามารถประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ บริษัทฯ มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่เรียกเก็บจากลูกค้า (ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีนโยบายเรียกเก็บ) และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากบรรดาผู้ประกอบการที่ยอมรับการชำระราคาด้วยบัตรเงินสดที่ออกโดยบริษัทฯ อีกทั้งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2547 ในข้อ 4.4 กำหนดให้บริษัทฯ ต้องนำเงินที่ได้รับล่วงหน้าจากลูกค้าซึ่งก็คือค่าบัตรเงินสดที่จำหน่ายได้ฝากเป็นเงินสดไว้ที่ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นจำนวนไม่น้อยกว่ามูลค่ายอดคงค้างของเงินที่ได้รับล่วงหน้าจากลูกค้า โดยจะต้องเปิดเป็นบัญชีแยกต่างหากจากบัญชีเงินฝากอื่น ๆ ของบริษัทฯ ปราศจากภาระผูกพันและใช้เฉพาะสำหรับการชำระบัญชีอันเนื่องมาจากการให้บริการบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น รายได้การขายบัตรเงินสดจึงมิใช่รายได้จากการประกอบกิจการของบริษัทฯ ที่จะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่อย่างใด
1.2 บริษัทฯ จะต้องนำค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดของบริษัทฯ ไปใช้ชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยจะต้องบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมเมื่อบัตรนั้นได้ถูกนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการใช่หรือไม่
1.3 ในส่วนของค่าดำเนินการที่บริษัทฯ ต้องชำระให้แก่ตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อบัตรเงินสดไปจำหน่ายต่อ บริษัทฯ จะต้องนำค่าดำเนินการดังกล่าวมาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อมีการขายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายใช่หรือไม่
2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
2.1 ในการจัดจำหน่ายบัตรเงินสด บริษัทฯ จะขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวเต็มตามมูลค่าบัตรหน้าบัตร เช่น บัตรราคา 300 บาท ก็จะขายในราคา 300 บาท และตัวแทนจำหน่ายก็จะขายให้ตัวแทนจำหน่ายรายย่อยๆ ในราคาที่เต็มมูลค่าเช่นเดียวกันจนกระทั่งถึงมือลูกค้าก็จะซื้อในราคา 300 บาท ตามมูลค่าที่ระบุไว้ที่หน้าบัตร
รายได้จากการจำหน่ายบัตรเงินสดดังกล่าวข้างต้นไม่ว่าจะเป็นการขายบัตรเงินสดในช่วงที่บริษัทฯ ขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายรวมถึงในช่วงที่ตัวแทนจำหน่ายได้จำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายย่อยๆ รายอื่นๆ อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 หรือไม่
2.2. ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 หรือไม่
2.3 ค่าดำเนินการขายบัตรที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายอยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 หรือไม่
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
3.1 การจำหน่ายบัตรเงินสดตามข้อเท็จจริงข้างต้น บริษัทฯ หรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้ซื้อบัตรและนำไปจำหน่ายต่อให้ตัวแทนจำหน่ายรายย่อยหรือลูกค้า จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีการจำหน่ายบัตรเงินสดหรือไม่ หากต้องเรียกเก็บจะต้องเรียกเก็บจากมูลค่าตามราคาหน้าบัตรหรือมูลค่าที่ได้ขายให้โดยหักส่วนลดแล้ว และความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อใด
3.2 ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากลูกค้า และค่าธรรมเนียมร้านค้าที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ จัดเป็นการให้บริการ จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคา ใช่หรือไม่
3.3 บัตรเงินสดจัดเป็นสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
แนววินิจฉัย :
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
กรณีบริษัทฯ ได้จำหน่ายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายตามข้อเท็จจริง มิได้เป็นการจำหน่ายบัตรเงินสดให้แก่ลูกค้าเพื่อนำมาใช้ซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัทฯ เองแต่อย่างใด ซึ่งลูกค้าผู้ซื้อบัตรจะนำไปใช้ชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการของผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ตามที่มีข้อตกลงร่วมกันกับทางบริษัทฯ โดยบริษัทฯ จะได้รับค่าธรรมเนียมการใช้บัตรจากลูกค้าและผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือบริการ เงินที่ได้รับจากการจำหน่ายบัตรดังกล่าว แม้จะเป็นเงินที่บริษัทฯ ได้รับมาก็ตาม แต่ก็เป็นเงินที่มีภาระผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องเก็บรักษาไว้เพื่อประโยชน์ของลูกค้าผู้ซื้อบัตรที่จะนำบัตรนั้นไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการในอนาคต ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อการอื่นใดได้ นอกจากนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรไปใช้เท่านั้น
ดังนั้น รายได้จากจำหน่ายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายจึงมิใช่รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการที่จะต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด แต่บริษัทฯ จะต้องนำค่าธรรมเนียมที่ได้รับจากผู้ประกอบการเมื่อบัตรเงินสดนั้นได้ถูกนำไปใช้ชำระราคาค่าสินค้าหรือบริการและต้องนำค่าดำเนินการที่จ่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายบัตรเมื่อมีการขายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายมาถือเป็นรายได้และรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรแล้วแต่กรณี
2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
2.1 ลูกค้าผู้ซื้อบัตรเงินสดสามารถนำบัตรนั้นไปใช้ชำระราคาสินค้าและบริการต่างๆ แทนที่จะชำระเป็นเงินสดได้นั้น การขายบัตรเงินสดดังกล่าวจึงเป็นการขายสิทธิการซื้อสินค้าหรือบริการตามมูลค่าที่กำหนดในบัตร จึงจัดเป็นการขายทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่าง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขายบัตรเงินสดในช่วงที่บริษัทฯ ขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายรวมถึงในช่วงที่ตัวแทนจำหน่ายได้จำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายย่อยๆ รายอื่นๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม การที่ตัวแทนจำหน่ายและตัวแทนจำหน่ายย่อยๆ ได้จำหน่ายบัตรเงินสดในทอดต่างๆ โดยได้รับค่าดำเนินการจากผู้ขายบัตรให้นั้น เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในการจัดจำหน่ายบัตรให้แก่บริษัทฯ หรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้ขายบัตรให้แก่ตน ค่าดำเนินการที่ได้รับเข้าลักษณะเป็นค่าบริการที่อยู่ในบังคับที่ผู้จ่าย ซึ่งผู้ขายบัตรที่เป็นผู้จ่ายค่าบริการมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528
2.2 ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากลูกค้า และค่าธรรมเนียมร้านค้าที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ
เข้าลักษณะเป็นเงินได้ค่าบริการ หากผู้จ่ายเงินได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่
ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
3.1 การจำหน่ายบัตรเงินสดตามข้อเท็จจริง เป็นการจำหน่ายสิ่งที่จะนำไปแทนตัวเงินที่จะนำไปซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการต่างๆ เปรียบเสมือนสิ่งที่ใช้แทนเงินสด
เท่านั้น เมื่อมีการใช้บัตรเงินสดชำระราคาค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ขายสินค้าหรือบริการมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ ดังนั้น การจำหน่ายบัตรเงินสดในขั้นตอนการขายต่าง ๆ จึงมิใช่เป็นการขายสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด
ค่าดำเนินการที่ตัวแทนจำหน่ายได้รับถือเป็นค่าบริการ ตัวแทนจำหน่ายมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 และมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระค่าบริการตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร
3.2 ค่าธรรมเนียมร้านค้าที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ จัดเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร
3.3 บัตรเงินสดมิใช่สินค้าตามคำนิยามที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/1(9) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด
เลขตู้ : 68/33576

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

รายจ่ายค่าฝึกอบรมสัมมนา ยกเว้นภาษีเงินได้ต้องเป็นการส่งลูกจ้างเท่านั้น

คุณ Preeda Khempet ได้โพสต์จากบริเวณ Bangkok ไปยัง Suthep Pongpitak เมื่อ 16 ก.ค. 2556 ว่า
"ขอเรียนถามท่านเรื่องรายจ่ายในการส่งลูกจ้างไปฝึกอบรมที่บริษัทจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ของบริษัทเป็นจำนวนร้อยละร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างของบริษัทเข้ารับการศึกษาหรืออบรม มี 3 กรณี
1. กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าใช้จ่าย Training Fee: Senior Executive Program ให้กรรมการบริหารชาวต่างชาติ ระยะเวลาการอบรม 20 วัน จำนวนเงิน 519,000.00 บาท ให้กับสถาบันของรัฐที่เปิดสอนในระดับปริญญาโท
2. กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าอบรม Directors Certification program ตามใบเสร็จรับเงิน ให้กรรมการบริหารชาวต่างชาติ จำนวน 115,500.00 บาท โดยจ่ายให้กับสมาคมในประเทศไทย
3. กรณีบริษัท จ่ายค่าใช่จ่าย Crestcom Bulletproof Manager Training ให้กับผู้จัดการทั่วไปของบริษัทฯ จำนวน 144,000.00 บาท โดยจ่ายให้กับนิติบุคคลในประเทศไทย ที่ประกอบการทางด้านฝึกอบรม
ทั้ง 3 กรณี นี้บริษัท จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ของบริษัทเป็นจำนวนร้อยละร้อย ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 หรือเปล่าค่ะ
ขอขอบพระคุณมากค่ะ"

เรียน คุณ Preeda Khempet
ตามมาตรา 4 แห่งตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 บัญญัติว่า
"มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ดังต่อไปนี้
(1) สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมในสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่ทางราชการจัดตั้งขึ้นหรือที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
(2) สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 อธิบดีกรมสรรพากรออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 148) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น
ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 60)ฯ ลงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2539
ข้อ 2 หลักสูตรที่ใช้ฝึกอบรมลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องเป็นหลักสูตรที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้าง และได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงานและค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมลูกจ้างแต่ละคนนั้นต้องเป็นไปตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงแรงงาน
ข้อ 3 การฝึกอบรมตามข้อ 2 ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นนายจ้างนั้น
ข้อ 4 ลูกจ้างที่เข้ารับการฝึกอบรมตามข้อ 2 ต้องเป็นลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องจัดทำทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเพื่อเป็นหลักฐานการทำงานของลูกจ้าง
ข้อ 5 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานลูกจ้างของตน ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขให้ลูกจ้างที่เข้ารับการฝึกอบรมนั้นกลับเข้าทำงานให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นหลังจากการฝึกอบรมเสร็จสิ้น
ข้อ 6 วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะใช้ในการฝึกอบรมตามข้อ 2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องกำหนดลักษณะ ขนาด และคุณสมบัติของวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อมิให้ปะปนกับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบกิจการตามปกติของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
เฉพาะกรณีที่ 3. ที่บริษัทฯ ได้จ่ายค่าใช่จ่าย Crestcom Bulletproof Manager Training ให้กับผู้จัดการทั่วไปของบริษัทฯ จำนวน 144,000.00 บาท โดยจ่ายให้กับนิติบุคคลในประเทศไทยที่ประกอบการทางด้านฝึกอบรม เท่านั้นที่ได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ของบริษัทเป็นจำนวนร้อยละร้อย ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 เนื่องจากกฎหมายยกเว้นภาษีดังกล่าว ต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าเป็น "รายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น" จึงจะได้สิทธิ กรณีที่ 1 และ 2 เป็นรายจ่ายในการฝึกอบรมให้แก่กรรมการบริหารชาวต่างชาติ ซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัทฯ

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

เงินสนับสนุนจากการขายไม่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย

คุณ Pu Boonkua ได้โพสต์ไปเมื่อ 15 ก.ค. 2556 ประมาณ 21 ชั่วโมงที่แล้ว ว่า
"เรืยน ท่านอาจารย์ สุเทพ
ดิฉันขอเรียนถามค่ะ
บริษัทฯ ประกอบกิจการภัตตาคาร ขายอาหารและเครื่องดื่ม ปกติก็ได้รับเงินสนับสนุนการขายจากบริษัทผู้จำหน่ายเหล้า หรือไวน์ บริษัทฯ มีความประสงค์จะปรับปรุงร้านเพื่อดูดีขึ้น และคาดว่าจะเพิ่มยอดขายได้ บริษัทผู้จำหน่ายเหล้า/ไวน์ นั้นได้ให้เงินมาจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อช่วยในการปรับปรุงร้าน
อยากทราบว่า
1. บริษัทฯ ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
2. กรณีนี้ถือเป็นเงินสนับสนุนการขายหรือไม่
ขอกราบขอพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งที่ช่วยตอบปัญหานี้ค่ะ"

เรียน คุณ Pu Boonkua
ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 118/2545 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ได้นิยามความหมายของคำว่า
"รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย" ที่อยู่ในข่ายที่ผู้จ่ายเงินได้ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ลงวันที่ 26 กันยายน 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 101/2544 ในอัตรา 3% ของเงินได้ ว่า "หมายถึง เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ เงินส่วนลด หรือเงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่าย ของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย"
ซึ่งตามข้อ 8 ของคำสั่งดังกล่าวกำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ว่า
"ข้อ 8 รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามข้อ 1 ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ตามมาตรา 77/1(8) และมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร"
ดังนั้น กรณีบริษัทฯ ประกอบกิจการภัตตาคาร ขายอาหารและเครื่องดื่ม ได้รับเงินสนับสนุนการขายจากบริษัทผู้จำหน่ายเหล้า หรือไวน์ แม้จะเป็น "รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย" ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นรายได้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

ประกอบกิจการเป็นตัวแทนส่งออกสินค้าอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

คุณ Peachana Pitaktigul ได้โพสต์ไปเมื่อ 15 ก.ค. 2556 ว่า
"เรียนถามท่านสุเทพ
เนื่องด้วยทางบริษัทประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนในการส่งออก มีการรับรู้รายได้จากการเป็นตัวแทนส่งออก (มี VAT ด้วย) แต่ถ้าจะต้องการเพิ่มรายได้ของธุรกิจ โดยการจัดหาสินค้าเพื่อส่งออกให้กับลูกค้าชาวต่างชาติเท่านั่น โดยรายได้จะเท่ากับราคาสินค้าบวกค่าบริการ (คิดเป็น % ตามมูลค่าของสินค้า) ซึ่งมูลค่านี้จะเท่ากับยอดส่งออกตามใบขนขาออกคำถามมีดังนี้
1) การรับรู้รายได้ดังกล่าวจะต้องมี VAT รึเปล่าค่ะ
2) หลักฐานในการรับรู้รายได้จะต้องมีเอกสารใดประกอบค่ะ
3) ส่วนค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแยกออกเป็น2ประเภทคือ
– ซื้อสินค้ากับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT ใบกำกับที่มีขอคืนได้ไหมค่ะ
– ซื้อสินค้าจากบุคคลหรือร้านค้าทั่วไปมีแต่นามบัตรกับบิลเงินสดจะสามารถลงค่าใช่จ่ายได้รึเปล่าค่ะ ควรจะใช้หลักฐานใดได้บ้างเพื่อลงต้นทุน
คำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจการด้านขนส่ง
การขนส่งภายในประเทศเป็นธุรกิจได้รับยกเว้นVAT ถูกต้องใช่มั๊ยค่ะแต่ถ้าเป็นการขนส่งทางรถเพื่อส่งออกตามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านจะถือว่าเป็นธุรกิจในอัตรา0 หรือยกเว้น VAT ค่ะ
ขอขอบพระคุณอย่างสูงมาณ.ที่นี้ค่ะ"

เรียน คุณ Peachana Pitaktigul
ต่อคำถาม เกี่ยวกับการส่งออก
1. การส่งออกถือเป็นการประกอบกิจการ "ขายสินค้า" ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่า เพิ่ม ในอัตรา 0% ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่บริษัทฯ ผ่านพิธีการทางศุลกากร แต่ถ้าส่งออกโดยทางไปรษณีย์ หรือนำติดตัวออกไปต่างประเทศ หรือทางคูเรียร์ ที่ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร บริษัทฯ ต้องมีภาระ VAT ในอัตรา 7% เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์การส่งออกที่จะได้สิทธิอัตรา 0%
2. หลักฐานในการรับรู้รายได้ แบ่งเป็น
(1) กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้ใช้หลักฐานอินวอยส์ทางกาค้าทั่วไป โดยต้องรับรู้รายได้เมือมีการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า ซึ่งต้องพิจารณาจากเงื่อนไขการขาย คือ FOB หรือ CIF แล้วแต่กรณี
(2) กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ศึกษาจากแนวทางปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543
3. เมื่อบริษัทฯ ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว บริษัทฯ ย่อมมีสิทธินำภาษีซื้อตามหลักฐานใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ออกให้ และไม่เข้าเงื่อนไขเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร มาถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรได้

กรณีบริษัทฯ ซื้อสินค้าจากบุคคลหรือร้านค้าทั่วไป มีแต่เพียงนามบัตรกับบิลเงินสด นั้น บริษัทฯ ต้องสามารถพิสูจน์ผู้รับได้ว่าเป็นใคร จึงจะสามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร
โดยทั่วไป หลักฐานที่อาจพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ มีอาทิ
– Invoice (ใบส่งของ)
– Tax Invoice (ใบกำกับภาษี)
– ประกอบกับ สำเนาภาพถ่าย และต้นขั้วเช็คชีดคล่อมที่ระบุ "A/C payee only" เว้นแต่ไม่มีหลักฐานข้างต้นก็ใช้เฉพาะหลักฐานตามข้อนี้
– สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประกอบการที่เป็นผู้รับเงินค่าสินค้าอย่างแท้จริง (มิใช่ไมหยิบฉวยของผู้ใดมา)

เกี่ยวกับธุรกิจการด้านขนส่ง
– การให้บริการขนส่งภายในประเทศ และการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งมิใช่เป็นการขนส่งโดยอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล เป็นกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81 (1)(ณ) และ (ด) แห่งประมวลบรัษฎากร แล้วแต่กรณี ถูกต้องครับ
– การใน้บริการขนส่งระหว่างประเทศทาง โดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเล เท่านั้น ที่ได้สิทธิเสีย VAT ในอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร
อย่างไรก็ตาม การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรโดยอากาศยาน เป็นกิจการที่ผู้ประกอบการมีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา 81/3 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 241) พ.ศ. 2534

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

บริจาคเงินให้หน่วยงานที่ไม่ใช่องค์กรสาธรณะกุศลและได้ลงสื่อสิ่งพิมพ์?

คุณ Pensri Owat ได้โพสต์ไปเมื่อ 16 ก.ค. 2556 ว่า
"เรียน อาจารย์สุเทพ
รบกวนเรียนถามปัญหาอาจารย์ค่ะ เนื่องจากบริษัทได้รับจดหมายจาก สภาทนายความขอให้ร่วมสนับสนุนเพื่อพิมพ์และแปลหนังสือเพื่อแจกต่อหน่วยงานต่าง โดยจะพิมพ์ Logo ของบริษัทว่าเป็นผู้สนับสนุนโครงการในท้ายหนังสือ ซึ่งทางบริษัทได้ตรวจสอบดูแล้วว่าทาง สภาทนายความ ไม่ได้เป็นองค์กรสารธารณะกุศล และไม่มีโครงการจดโครงการดังกล่าวเป็นสาธารณะกุศลด้วย จึงเรียนปรึกษาอาจารย์ว่า
1. บริษัทคงไม่สามารถบันทึกเป็นค่าบริจาคการกุศลได้ แต่จะสามารถลงเป็นค่าโฆษณาได้หรือไม่ (มีการพิมพ์ Logo บริษัทในหนังสือที่แจก)
2. ถ้าได้ (บริษัทอยากสนับสนุนโครงการนี้ค่ะ) เราต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายสภาทนายความ โดยต้องเป็นภาษีออกให้ และภาษีนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ค
ขอบคุณอาจารย์ค่ะ"
เรียน คุณ Pensri Owat
1. การให้ร่วมมือสนับสนุนเพื่อพิมพ์และแปลหนังสือของสภาทนายความเพื่อแจกต่อหน่วยงานต่าง โดยจะพิมพ์ Logo ของบริษัทว่าเป็นผู้สนับสนุนโครงการในท้ายหนังสือ นั้นถือเป็๋นราย จ่ายค่าโฆษณา มิใช่รายจ่ายค่าการกุศลสาธารณ เนื่องจากรายจ่ายค่าการกุศลสาธารณะต้องจ่ายโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่ตามข้อเท็จจริงข้างต้น มีการพิมพ์เผยแพร่ Logo ของบริษัทว่าเป็นผู้สนับสนุนโครงการในท้ายหนังสือ จัดเป็นการกระทำที่หวังผลตอบแทน
2. บริษัทฯ ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย เนื่องจากสภาทนายความมิใช่ "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" ตามนัยมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ที่กำหนดให้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่อย่างใด

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

การขายทองคำและการนำเข้าทองคำ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

โดยปกติการขายทองคำประเภททองรูปพรรณหรือมิใช่ทองรูปพรรณ หรือการนำเข้าทองคำ จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามปกติ กล่าวคือ กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มขายทองคำ ก็จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ หรือกรณีเป็นผู้นำเข้าทองคำ ก็จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ

กฎหมายได้มียกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือมีการใช้ฐานภาษีที่นำมาคำนวณภาษีขายเมื่อขายทองคำแตกต่างไปบ้าง ดังนี้
ทองคำที่มิใช่ทองรูปพรรณ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่มีความประสงค์จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าหรือการขาย ทองคำที่ยังมิได้ประกอบขึ้นเป็นทองรูปพรรณหรือของรูปพรรณ ทองคำจะต้องมีน้ำหนักเนื้อทองไม่น้อยกว่าร้อยละ 96.50

กรณีเป็น ผู้นำเข้าทองคำ จะต้องแสดงเอกสารหรือหลักฐาน เกี่ยวกับการนำเข้าต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ในเวลายื่นใบขนสินค้า เพื่อผ่านพิธีการศุลกากร และจะต้องมีเอกสารหรือหลักฐานจากผู้ขายในต่างประเทศว่า ผู้นำเข้าเป็นผู้ซื้อทองคำดังกล่าวจากผู้ขายใน ต่างประเทศ

กรณีเป็น ผู้ขายทองคำ จะต้องมีเอกสารหรือหลักฐานที่แสดงการเป็นสมาชิกของสมาคมที่เกี่ยวข้องกับ การค้าทองคำหรืออัญมณี สมาคมใดสมาคมหนึ่ง
ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 311

ทอง รูปพรรณ เช่น สร้อยคอ แหวน ฯลฯ หากส่งออกก็จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 แต่ถ้าขายในประเทศ โดยปกติจะใช้ราคาขายมาคิดคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 แต่เนื่องจากมีร้านทองที่จำหน่ายทองคำโดยรับซื้อและขายกับบุคคลทั่วไป ขณะที่ซื้อจากคนทั่วไปที่นำทองคำมาขายหรือมาแลกเปลี่ยน ก็จะไม่มีใบกำกับภาษีซื้อ แต่เมื่อร้านทองขายออกไปก็จะเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กฎหมายจึงได้กำหนดให้มูลค่าของทองรูปพรรณที่สมาคมค้าทองคำประกาศรับซื้อคืน ในวันที่ขายทองรูปพรรณ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าฐานภาษี (ประกาศอธิบดีภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 40) แต่ทั้งนี้ ผู้ขายทองคำต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกิจการขายทองรูป พรรณ ซึ่งมีใบอนุญาตค้าของเก่าตามกฎหมายว่าด้วยการค้าของเก่า ดังนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องเสียจากการขายทองรูปพรรณในกรณีนี้จะคำนวณจากราคา ขายทองรูปพรรณรวมกำเหน็จ หักออกด้วยราคารับซื้อคืนทองรูปพรรณที่สมาคมค้าทองคำประกาศกำหนด ผลลัพธ์ส่วนต่าง ให้นำมาคิดภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 ก็จะได้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายทองรูปพรรณนั้น

การขายทองคำหรือการนำเข้าที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หากไม่เข้าหลักเกณฑ์ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับการขายสินค้าทั่วไป.

http://www.customscarecenter.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539622828&Ntype=4

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak