ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือ

"อาจารย์ค่ะ หนูชื่อวิภารัตน์ เป็นเพื่อนของลูกศิษย์อาจารย์ที่เรียนที่ ม.รามคำแหงค่ะ หนูมีเรืองจะเรียนปรึกษาดังนี้ค่ะ
บริษัทที่หนูทำงานอยู่ เป็นบริษัทมหาชน และได้เปิดบริษัท ในเครือขึ้นมาใหม่ ถือหุ้นบริษัทนี้ 100 % ณ ปัจจุบันนี้บริษัทก็เปิดมาแล้วประมาณ 8 เดือน และตอนนี้บริษัทที่เปิดใหม่ต้องการกู้ยืมเงินบริษัทมหาชนนี้ ไม่ทราบว่าบริษัทที่ให้กู้ยืมเงินต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ อัตราดอกเบี้ยคิดอัตราตามธนาคารใช่หรือไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

เรียน คุณวิภารัตน์ "Wiparat Jeab"
กรมสรรพากรได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง ไว้ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 26/2534 ดังนี้
"ข้อ 2 กรณีบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะนำเงินของตนหรือนำเงินที่กู้ยืมจากบุคคลอื่นมาให้กู้ยืมในระหว่างกันเอง และไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ตาม ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินในกรณีเช่นนี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
คำว่า “บริษัทในเครือเดียวกัน” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม"
ดังนั้น กรณีที่บริษัทมหาชนถือหุ้นในบริษัทในเครือเดียวกันทั้ง 100% เป็นเวลาถึง 8 เดือนแล้ว เมื่อกู้ยืมกันเองในระหว่างบริษัทในเครือเดียวกันจึงไม่ต้องนำดอกเบี้บที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามข้อ 2 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 26/2534 ดังกล่าวข้างต้น

สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างกันนั้น ให้พิจารณาดังนี้
1. กรณีบริษัทที่ให้กู้ยืมได้มีการกู้ยืมเงินจากแหล่งใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมต่อไปต้องไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้กู้ยืมมานั้น
กรณีมีอัตราดอกเบี้ยหลายอัตราในเวลาเดียวกัน ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่เป็นอัตราสูงสุดเพื่อการคิดดอกเบี้ยรับ
2. กรณีบริษัทที่ให้กุ้ยืม มิได้มีการกู้ยืมเงินจากแหล่งใดๆ เลย อัตราดอกเบี้ยทีจะเรียกเก็บระว่างกัน ต้องไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินผากประกระจัด

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

การรับรู้รายได้ตามสัญญาเช่าซื้อคอมพิวเตอร์

"อาจารย์ครับ ขอรบกวนสอบถาม
ทางบริษัทฯ ทำธุรกิจซื้อมาขายไป ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานราชการให้จัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อให้ทางหน่วยงานราชการดังกล่าวเช่า มีระยะเวลา 12 เดือน
โดยมีข้อกำหนดว่า
1. เมื่อเช่าครบกำหนด 12 เดือนแล้ว บริษัทฯ จะต้องยกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับหน่วยงานราชการ
2. ทางหน่วยงานราชการให้ออกใบเสร็จรับเงินเป็นค่าเช่าอุปกรณ์ทุกเดือน ไม่ให้ออกขายครั้งเดียว
3. ไม่มีการทำสัญญาใดๆในการเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
คำถาม
1. เมื่อบริษัทฯซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์เข้ามา จะต้องรับรู้เป็นสินค้า หรือรับรู้เป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ
2. เมื่อบริษัทฯได้นำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปให้หน่วยงานราชการเช่า จะต้องบันทึกบัญชีอย่างไร
3. เมื่อบริษัทฯได้นำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปให้หน่วยงานราชการเช่า จะต้องแสดงรายการในการออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จเงินอย่างไร
4. เมื่อบริษัทฯจะยกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้หน่วยงานราชการ เมื่อเช่าครบกำหนด 12 เดือนแล้ว บริษัทฯจะบันทึกบัญชีอย่างไร
5. การปฏิบัติทางบัญชีตาม ข้อ 1 ถึง ข้อ 5 กับทางภาษี มีข้อปฏิบัติที่แตกต่างกันหรือไม่
ขอบคุณครับ

ตามข้อเท็จจริงที่เล่าไป เข้าลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 572 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า "อันว่าสัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่งเจ้าของทรัพย์สินที่เรียกว่า ผู้ให้เช่าซื้อเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าซื้อ โดยเงื่อนไขว่าเมื่อผู้เช่าซื้อได้ชำระราคาเป็นจำนวนเงินครบตามจำนวนครั้งที่กำหนดไว้ในสัญญา สัญญาเช่าซื้อ ต้องทำเป็นหนังสือ มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ

ในทางบัญชี
1. เมื่อบริษัทฯ ได้ซื้อทรัพย์สินที่จะนำออกให้เช่าถือเป็นสินค้า
2. เมื่อนำทรัพย์สิน (สินค้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์) ออกให้เช่าซื้อให้ถือเป็นการขายสินค้า ต้องบันทึกสินค้าดังกล่าวเป็นต้นทุนสินค้าที่ขาย และรับรู้กำไรขั้นต้นจากราคาขายสินค้าเป็นเงินสดกันต้นทุนสินค้าที่ขาย ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ให้เช่าซื้อนั้น
3. สำหรับผลต่างของราคาขายเงินสดกับราคาตามสัญญาให้นำมาทยอยรับรู้เป็นรายได้ในแต่ละงวดตามมาตรฐานการบัญชี

ในทางภาษีอากร
1. กรณีอากรแสตมป์
ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์บนสัญญาเช่าซื้อ ในอัตรา 1 บาทต่อ ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของเงิน 1,000 บาท แห่งราคาทั้งหมด ตามลักษณะแห่งตราสารที่ 3 ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์
2. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับหลักการปฏิบัติในทางบัญชี ทั้งนี้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 ข้อ 3.5 ดังนี้
"3.5 การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการให้เช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ยังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อและมีอายุสัญญาเกินหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ให้ใช้เกณฑ์สิทธิตามข้อ 2 โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องนำกำไรที่เกิดจากการขายมารวมคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการให้เช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระ สำหรับดอกผลเช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้แต่ละงวดตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป
การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ได้โอนไปยังผู้ซื้อทันที ให้นำรายได้จากการขายมารวมคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการขายสินค้า
การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อหรือผู้ซื้อจากการขายผ่อนชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้เกณฑ์สิทธิตามข้อ 2 โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องนำทรัพย์สินที่ได้มาโดยการเช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระมาคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินนั้นให้ถือตามราคาที่พึงต้องชำระทั้งหมด แต่ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาที่จะนำมาหักในรอบระยะเวลาบัญชีจะต้อง ไม่เกินค่าเช่าซื้อหรือราคาที่จะต้องผ่อนชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
คำว่า “กำไรที่เกิดจากการขาย” ตามวรรคหนึ่งหมายความว่า ผลต่างระหว่างราคาขายเงินสดกับต้นทุนของทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระ
คำว่า “ดอกผลเช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระ” ตามวรรคหนึ่งหมายความว่า ผลต่างระหว่างจำนวนเงินทั้งสิ้นที่ต้องจ่ายตามสัญญากับราคาขายเงินสด"
โดยทั่วไปผู้เช่าซื้อไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคลจากผู้ให้เช่าซื้อ เว้นแต่กรณีผู้เช่าซื้อเป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ให้คำนวณหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ของค่าเช่าซื้อที่จ่ายในแต่ละงวด
3. ในทางภาษีมูลค่าเพิ่ม
ถือว่าการให้เช่าซื้อสินค้าเป็น "การขายสินค้า" ตามมาตรา 77/1 (8)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร
ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้
"(2) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายัง ไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย
(ก) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ
(ข) ได้ออกใบกำกับภาษี
ทั้งนี้โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้น ตามส่วนของการกระทำนั้นๆ แล้วแต่กรณี
(ดู คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.36/2536)"

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
1. เมื่อบริษัทฯซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์เข้ามา จะต้องรับรู้เป็นสินค้า ของบริษัทฯ
2. เมื่อบริษัทฯได้นำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปให้หน่วยงานราชการเช่า จะต้องบันทึกบัญชีเป็นต้นทุนสินค้าที่ขายในรอบระยะเวลาบัญชที่ให้เช่าซื้อ โดยคำนวณกำไรขั้นต้นระหว่างราคาต้นทุน กับราคาขายเงินสด
3. เมื่อบริษัทฯ ได้นำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปให้หน่วยงานราชการเช่า จะต้องแสดงรายการในการออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จเงิน ตามงวดเงินที่ตกลงในสัญญาที่ได้กระทำไว้กับส่วนราชการ
4. เมื่อบริษัทฯ จะยกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้หน่วยงานราชการ เมื่อเช่าครบกำหนด 12 เดือนแล้ว บริษัทฯ ไม่ต้องบันทึกบัญชีใดๆ เพราะได้ถือเป็นต้นทุนสินค้าและตัดออกจากบัญชีสินค้าแล้วตั้งแต่เมื่อได้ส่งมอบอุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่ส่วนราชการ
5. การปฏิบัติทางบัญชีตาม ข้อ 1 ถึง ข้อ 4 กับทางภาษีโดยเฉพาะกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่มีข้อปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่อย่างใด

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

การขายเครื่องจักรพร้อมติดตั้ง ไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

"เรียนท่านอาจารย์สุเทพ ที่เคารพ
ดิฉันนางสาวพรพิมล ด้วงทอง ตำแหน่งนักตรวจสอบภาษีปฏิบัติการ มีปัญหาเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร มาเรียนปรึกษาอาจารย์ ดังนี้ค่ะ
ข้อเท็จจริง
1. บริษัท ก จำกัด (ผู้ซื้อ) ทำสัญญาซื้อขาย ชุดระบบลำเลียงกระ สอบระหว่างโกดัง กับบริษัท ข จำกัด (ผู้ขาย) ราคารวมทั้งสิ้น 7,700,000.00 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เท่ากับ 539,000.00 บาท รวมเป็นราคาสุทธิ 8,239,000.00 บาท ตกลงชำระค่าสินค้าเป็น 3 งวด ดังนี้
1.1 งวดที่ 1 ร้อยละ 40 ในวันทำสัญญา เป็นเงิน 3,295,600.00 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
1.2 งวดที่ 2 ร้อยละ 50 ในวันติดตั้งเครื่องชั่งหน้างาน เป็นเงิน 4,119,500.00 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
1.3 งวดที่ 3 ร้อยละ 10 หลังเดินเครื่องและใช้งานได้ เป็นเงิน 823,900.00 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
2. บริษัท ข จำกัด ได้วางบิลเพื่อเรียกเก็บเงินร้อยละ 40 ของมูลค่าในสัญญา เป็นเงิน 3,080,000.00 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เท่ากับ 215,600.00 บาท รวามเป็นเงิน 3,295,600.00 บาท
3. บริษัท ก จำกัด จ่ายเงินเป็นเช็ค ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2555 ซึ่งในการจ่ายเงิน บริษัท ก จำกัด เข้าใจผิดว่าเป็นการจ่ายเงินค่าจ้างทำของ จึงหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ร้อยละ 3 ของมูลค่าสินค้าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเงิน 92,400.00 บาท (3,080,000.00 * 3/100) เป็นยอดเงินจ่ายตามเช็คเท่ากับ 3,203,200.00 บาท
4. หลังจากโอนจ่ายเงินไปแล้ว บริษัท ข จำกัด ได้ทักท้วงเรื่องการจ่ายเงิน ว่าไม่ยินยอมให้บริษัท ก จำกัด หักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากเป็นการจ่ายค่าขายสินค้า มิใช่ค่าจ้างทำของ
5. บริษัท ก จำกัด ได้ดูสัญญาซื้อขายแล้ว ปรากฏว่า เงินได้ดังกล่าวเป็นการขายสินค้าพร้อมบริการติดตั้ง ซึ่งใบส่งของ/ใบกำกับภาษีไม่ได้แยกราคาสินค้าและ ค่าบริการออกจากกัน ถือเป็นการขายสินค้า บริษัท ข จำกัด ไม่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่อย่างใด ดังนั้น บริษัท ก จำกัด จึงคืนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 92,400.00 บาท ให้กับบริษัท ข จำกัด เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555
6. หลังจากบริษัท ก จำกัด ได้จ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืนบริษัท ข จำกัด แล้ว บริษัท ก จำกัด มิได้ยกเลิกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ออกจากระบบ ทำให้โปรแกรมบัญชีดึงข้อมูลดังกล่าวมานำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.53 เดือนภาษีสิงหาคม 2555 ให้กรมสรรพากร เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555
7. บริษัท ก จำกัด ยื่นคำร้อง ค.10 ขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.53 เดือนสิงหาคม 2555 จำนวนเงิน 92,400.00 บาท พร้อมกับแนบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ผิดพลาดทั้งชุด (ยกเลิก) + แบบฯ ภ.ง.ด.53 เดือนสิงหาคม 2555 (เพิ่มเติม) ยื่นปรับปรุงรายการที่ผิดพลาดติดลบ
ปัญหา
1. การขายสินค้าพร้อมให้บริการติดตั้งโดยไม่คิดค่าบริการ ถือเป็นการขายสินค้า ผู้จ่ายเงินได้ค่าสินค้าไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ถูกต้องหรือไม่
2. ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) ดังกล่าว คือ บริษัท ก จำกัด (ผู้หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่ง) หรือ บริษัท ข จำกัด (ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย)
ขอบพระคุณมากค่ะ

เรียน คุณพรพิมล ด้วงทอง "มิวสิคกะอาตง สองพี่น้อง"
ขอตอบข้อซักถามดังนี้
1. การขายสินค้าพร้อมให้บริการติดตั้ง ในการปฏิบัติการทางภาษีสรรพากร ให้แยกพิจารณาดังนี้
(1) การมิได้แยกค่าสินค้าและค่าบริการติดตั้งต่างหากจากกัน ให้ถือว่าเป็นการขายสินค้าทั้งจำนวน ผูจ่ายเงินค่าสินค้าไม่ต้องคำนวณหัก ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เช่น ตามแนวคำตอบข้อหารือเลขที่ กค 0811/5009 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เรื่อง : ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย กรณีการขายสินค้าพร้อมติดตั้ง ดังนี้
ข้อหารือ :
บริษัทฯ เป็นผู้นำเข้าเครื่องวัดและวิเคราะห์ทางด้านอุตสาหกรรมพร้อมบริการ ติดตั้งและซ่อม
ตามระยะเวลาประกัน ตามสัญญาบริการ (Service Contract) และจำหน่ายแผ่นพลาสติก HDPE
บริษัทฯ ได้หารือเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายดังต่อไปนี้
1. กรณีจำหน่ายเครื่องวัดพร้อมติดตั้ง ได้ออกใบกำกับภาษีค่าเครื่องพร้อม ค่าติดตั้งรวมเป็น
ยอดเดียว
2. กรณีจำหน่ายเครื่องวัดพร้อมบริการติดตั้ง โดยออกใบกำกับภาษีแยก ค่าเครื่องวัดและค่าบริการออกเป็น 2 ฉบับ หรืออยู่ในฉบับเดียวกันแต่แยกราคาออกจากกันให้เห็นชัด
3. กรณีจำหน่ายอะไหล่พร้อมประกอบหรือ/และให้บริการซ่อมแซมบำรุงรักษาได้ออกใบกำกับภาษีค่าอะไหล่และค่าบริการฉบับเดียวกัน แต่แยกราคาค่าอะไหล่และค่าบริการออกจากกัน
4. กรณีจำหน่ายแผ่นพลาสติก HDPE (ใช้รองพื้นกันรั่วซึมในบ่อกักน้ำ ฯลฯ) โดยคิดค่าบริการติดตั้ง ในกรณีที่ลูกค้าต้องการให้บริษัทฯ ทำการติดตั้งให้และบริษัทฯ ได้ออกใบกำกับภาษี/ใบส่งของเพียงใบและแสดงค่าสินค้าและค่าติดตั้งแยกจากกันให้เห็น นั้น
แนววินิจฉัย :
1. กรณีจำหน่ายเครื่องวัดพร้อมติดตั้ง โดยไม่แยกราคาสินค้าและค่าบริการออกจากกัน ถือเป็นการขายสินค้า เมื่อผู้ซื้อชำระราคาค่าสินค้าบริษัทฯ ไม่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2528
2. กรณีจำหน่ายเครื่องวัดพร้อมติดตั้งรวมทั้งการจำหน่ายแผ่นพลาสติก HDPE พร้อมติดตั้งโดยแยกราคาสินค้าและค่าบริการออกต่างหากจากกัน การจำหน่ายเครื่องวัด และจำหน่ายแผ่นพลาสติก HDPE ถือเป็นการขายสินค้าเช่นเดียวกัน ส่วนการให้บริการติดตั้ง ถือเป็นการให้บริการ กรณีแยกราคาสินค้าและบริการออกจากกัน ผู้จ่ายเงินไม่ต้องหักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับค่าสินค้า แต่มีหน้าที่ต้อง หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายเงิน ค่าบริการติดตั้งในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 8 ของ
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ฯ
3. กรณีจำหน่ายอะไหล่พร้อมประกอบและหรือให้บริการซ่อมแซมบำรุงรักษา โดยออกใบกำกับภาษี ค่าอะไหล่และค่าบริการฉบับเดียวกันแต่แยกราคาค่าอะไหล่และค่าบริการออกจากกัน
ถือเป็นการให้บริการ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากมูลค่าทั้งหมดโดยรวมทั้งค่าอะไหล่ และค่าบริการในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ฯ
เลขตู้ : 64/30504
2. ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.53) ดังกล่าว คือ บริษัท ก จำกัด (ผู้หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่ง) เพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายดังกล่าวโดยตรง เนื่องจากเป็นผู้นำส่งโดยไม่มีหน้าที่ต้องนำส่ง เช่น ตามแนวคำตอบข้อหารือเลขที่ กค 0706(กม.02)/976 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2548 ดังนี้
"…
2.ผู้มีสิทธิขอคืนภาษี
กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้เสียภาษีเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องเสีย เนื่องจากผู้จ่ายเงินได้ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกินไป หรือหักภาษีไว้โดยไม่มีหน้าที่ต้องหัก หรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีชำระภาษีเกินไปโดยความเข้าใจผิด หรือคำนวณภาษีเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องเสีย เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา 27 ตรี และมาตรา 63 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ผู้มีสิทธิขอคืนหมายความว่า
(1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีซึ่งได้ชำระภาษีอากรไว้เกิน หรือผิด หรือซ้ำ
(2) ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกิน และหรือมีภาษีเกินเนื่องจากได้รับการ เครดิตภาษี
(3) ผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีแต่ชำระภาษีไว้ หรือถูกหักภาษีไว้ไม่ว่าด้วยเหตุ ใด ๆ
(4) ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ที่นำเงินของตนเองส่งภาษีไว้ผิดหรือซ้ำ
(5) ผู้เสียประโยชน์จากการชำระหรือนำส่งภาษีไว้เกินหรือผิดหรือซ้ำ หรือ โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย
ในการขอคืนเงินภาษีอาจมีปัญหาว่า ผู้ใดจะเป็นผู้มีสิทธิขอคืนเงินภาษีที่ถูกหักไว้เกินนั้น กล่าวคือ ผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ที่ถูกหักภาษีไว้ ปัญหานี้เมื่อพิจารณาตามสิทธิของบุคคลที่จะพึงได้รับเงินคืนแล้วน่าจะต้องเป็นตัวผู้มีเงินได้ที่ถูกหักภาษีไว้เพราะเป็นผู้ถูกกระทบกระเทือนสิทธิโดยตรงจึงมีสิทธิเรียกร้องขอเงินคืน ส่วนนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินเป็นเพียงผู้จ่ายเงินได้เท่านั้นไม่มีข้อผูกพันกับเงินได้ที่หักและนำส่งไว้แล้ว ฉะนั้น ถ้าหากนายจ้างจะขอคืนก็จะต้องได้รับมอบอำนาจจากตัวผู้มีเงินได้จึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย เว้นแต่ กรณีนายจ้างหรือผู้จ่ายเงินได้นำเงินของตนส่งไว้เกิน ส่งผิดหรือส่งซ้ำซึ่งนายจ้างย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินได้เอง
กรณีตามข้อเท็จจริง เงินเดือนที่นาย ว. ได้รับเมื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย และนำส่งแต่อย่างใด การที่บริษัทฯ ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งโดยออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเดือนรวมทั้งส่วนที่ได้รับเกินกว่าที่ควรจะได้รับ จริงจากบริษัทฯ นั้น ถือว่า บริษัทฯ ได้นำเงินของตนส่งไว้เกิน และข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทฯ ฟ้องนาย ว. ในกรณีเบียดบังนำเงินเดือนส่วนที่เกินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้นาย ว. คืนเงินเต็มจำนวน โดยไม่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่า นาย ว. ได้คืนเงินให้บริษัทฯ แล้วหรือไม่ กรณีถือได้ว่า บริษัทฯ เป็นผู้เสียประโยชน์โดยตรงจากการนำส่งภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย บริษัทฯ จึงมีสิทธิขอคืนภาษีดังกล่าวได้ในนามของบริษัทฯ เฉพาะในส่วนที่บริษัทฯ ได้จ่ายเกินให้แก่ นาย ว. เท่านั้น โดยให้ยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เลขตู้ : 68/33638"

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการยกหนี้ให้ ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี

"เรียน ท่านอาจารย์สุเทพ
หนูขอคำแนะนำในเรื่องภาษีดังนี้นะคะ
บริษัทฯ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในปี 2011 ในปีที่จัดตั้งบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้งบริษัทฯ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่บริษัทฯ ได้ใช้บริการจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น และมีค่าใช้จ่ายบางรายการที่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นได้ทดรองจ่ายไปก่อน มีค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้
1. ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัทมีทั้งค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัทและค่าบริการในการจัดตั้งบริษัท ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มีเอกสารครบถ้วนเป็นชื่อของบริษัทในไทย บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นได้ทดรองจ่ายไปก่อน บริษัทฯ ได้นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายครบถ้วน และได้ใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ส่ง Invoice มาเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายเหล่านี้
2. ค่าบริการในการบริหารจัดการที่ใช้บริการพนักงานหรือทีมงาน ข้อมูล จากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ที่มาช่วยในการบริหารจัดการงานต่าง ๆ ในช่วงเริ่มแรกในการจัดตั้งบริษัทฯ บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นได้ส่ง Invoice มาเรียกเก็บ แสดงรายการที่ใช้บริการ
3. ค่าใช้บริการช่างเทคนิค ที่บริษัทแม่ส่งมาช่วยงานในช่วงเริ่มแรกในการติดตั้งเครื่องจักร ซึ่งบริษัแม่ที่ญี่ปุ่นส่ง Invoice มาเรียกเก็บเงิน
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ได้บันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปี 2011 แต่เนื่องจากยังไม่ได้จ่าย จึงยังคงค้างจ่ายจนถึงปี 2013 บริษัทแม่ที่ญึ่ปุ่นมีนโยบายช่วยเหลือบริษัทในไทยด้วยว่าบริษัทในไทยเพิ่งเริ่มดำเนินกิจการ กระแสเงินสดยังไม่ดี จึงมีมติจากที่ประชุมผู้บริหารยกหนี้ในส่วนนี้ให้บริษัทในไทย โดยมีหนังสือจาก บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นและมีผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อลงนามยกหนี้ให้ ขอเรียนสอบถามดังนี้
1. หนี้สินทั้งหมดที่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นยกให้นี้ ถือเป็นเงินได้ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีที่ยกหนี้ให้คือปี 2013 ถูกต้องหรือไม่คะ
2. หากบริษัทในไทยไม่ได้จ่ายเงิน ค่าบริการ ค่าช่างเทคนิค ให้บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นการยกหนี้ให้ ภาระภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 ยังต้องรับภาระนำส่งหรือไม่ สำหรับค่าใช้จ่ายในข้อ 2 และ 3 คะ หากต้องนำส่งต้องนำส่งอย่างไรคะ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันไหนคะ หากไม่ต้องนำส่งเนื่องจากไม่ได้จำหน่ายเงินไปต่างประเทศจริง รู้สึกเหมือนว่าชำระภาษีไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องคะ
3.ค่าใช้จ่ายตามข้อ 1 ที่ในปี 2011 มีการใช้ภาษีซื้อไปแล้วในการขอคืนภาษีซื้อ หากไม่มีการจ่ายเงินจริงยกหนี้ในปี 2013 ภาษีที่ขอคืนไปนั้น จะต้องถือว่าเป็นภาษีซื้อที่ขอคืนสูงเกินไปหรือไม่ ต้องไปยื่นเพิ่มเติมหรือไม่คะ
ขอบคุณมากคะ

เรียน ประภาพร ชอบม่วงนา
ตามมาตรา 78/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้บัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการที่กระทำในราชอาณาจักรดังนี้
มาตรา 78/1 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย
(ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ
(ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น
ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี"
ตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร ได้บัญญัติเกี่ยวกับการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มดังนี้
"มาตรา 83/6 เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือ ราคาค่าบริการให้กับผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้า หรือค่าบริการมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี
(1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 85/3
(2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร
(3) ผู้ประกอบการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
ให้นำมาตรา 83/5 วรรคสอง มาใช้บังคับ"
การระงับแห่งหนี้ นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดวิธีการระงับแห่งนี้ไว้ดังนี้
1. โดยการชำระหนี้ ตามปพพ. มาตรา 315 "อันการชำระหนี้นั้น ต้องทำให้แก่ตัวเจ้าหนี้หรือแก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำระหนี้ให้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น ถ้าเจ้าหนี้ให้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์”
2. โดยการปลดหนี้ ตามปพพ. มาตรา 340 "ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป
ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย หรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้ หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย"
3. การหักกลบลบหนี้ ตามปพพ. มาตรา 341 "ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้"
4. การแปลงหนี้ใหม่ ตามปพพ. มาตรา 349 “เมื่อคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ไซร้ ท่านว่าหนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่”
5. หนี้เกลื่อนกลืนกัน ตามปพพ. มาตรา 353
“ถ้าสิทธิและความรับผิดในหนี้รายใดตกอยู่แก่บุคคลคนเดียวกัน ท่านว่าหนี้รายนั้นเป็นอันระงับสิ้นไป”
เมื่อเจ้าหนี้ได้ปลดหรือลดหนี้ให้ นั้น ในทางภาษีอากร อาจพิจารณาได้ดังนี้
1. ให้ถือเสมือนหนึ่งว่า เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ แล้ว ลูกหนี้จึงต้องล้างเจ้าหนี้ออกจากบัญชี
2. เจ้าหนี้ได้คืนเงินที่รับชำระนั้นกลับมาให้ลูกหนี้ ลูกหนี้จึงต้องรับรู้รายได้จากการปลดหนี้

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
1. หนี้สินทั้งหมดที่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นยกให้นี้ ถือเป็นเงินได้ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีที่ยกหนี้ให้คือปี 2013 ถูกต้องแล้วครับ
2. หากบริษัทในไทยไม่ได้จ่ายเงิน ค่าบริการ ค่าช่างเทคนิค ให้บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นการยกหนี้ให้ บริษัทฯ ยังคงมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.36 ในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่ได้รับการปลดหนี้ ตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร เสมือนหนึ่งว่าบริษัทฯ ได้ชำระหนี้นั้นให้แก่บริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น
เนื่องจากบริการและค่าช่างเทคนิคถือเป็นกำไรจากธุรกิจ ตาม DTA ระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่นกำหนดให้จัดเก็บภาษีเงินได้ได้เฉพาะกรณีที่บริษัทญี่ปุ่นมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย กรณีจึงไม่ต้องนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
3. ค่าใช้จ่ายตามข้อ 1 ที่ในปี 2011 ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัทมีทั้งค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัทและค่าบริการในการจัดตั้งบริษัท ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มีเอกสารครบถ้วนเป็นชื่อของบริษัทฯ ในไทย บริษัทฯได้นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายครบถ้วน และได้ใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นได้ทดรองจ่ายไปก่อน และส่ง Invoice มาเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายเหล่านี้ ถือได้ว่า ในปี 2011 บริษัทฯ ได้ชำระค่าบริการดังกล่าวให้แก่ผู้ให้บริการแล้ว โดยใช้เงินยืมทดรองจากบริษัทแม่จึงถือเป็นภาษีซื้อที่ไม่ต้องห้าม บริษัทฯ จึงไม่ต้องยื่นเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

การนับรอบระยะเวลาบัญชี กรณีรอบไม่ได้สิ้นสุดเดือนธันวาคม

คุณโคมทอง ราษฎร์เจริญ ได้โพสต์ไปยัง Suthep Pongpitak เมื่อ 24 ก.ค. 2556 ประมาณ 22 นาทีที่แล้วว่า
"ขอเรียนถามอาจารย์สุเทพ เกี่ยวกับเรื่องรอบระยะเวลาบัญชี เช่น กรณีบริษัทมีรอบฯ บัญชี 1 มิถุนายน 2555 – 31 พฤษภาคม 2556 ในกรณีนี้เรียกว่ามีรอบฯ บัญชีปี 2555 หรือ 2556 คะ"

Suthep Pongpitak ได้โพสต์ตอบไปเมื่อ 16.40 น. ว่า
"กรณีตามข้อถาม เรียกว่า รอบระยะเวลาบัญชีปี 2555 ครับ แต่ควร () วงเล็บให้ทราบกรอบของรอบระยะเวลาบัญชีไว้ด้วย
วิธีการนับรอบระยะเวลาบัญชีที่ถ่ายทอดกันมาแต่เก่าก่อน ซึ่งทุกวันนี้อาจจางหายไปมากแล้ว เพราะไม่ค่อยจะได้มีการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคลัน กล่าวคือ ให้นำ 150 วัน บวกเข้าไปในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วลบด้วย 1 ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้นับเป็นรอบระยะเวลาบัญชีปีนั้น

ตัวอย่าง เช่น รอบระยะเวลาบัญชี 1 เม.ย. 2554 ถึง 31 มีนาคม 2555 ให้นำ 150 วัน (กำหนดเวลาในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร) มาบวกเข้าไป ก็จะได้วันสุดท้ายของกำหนดเวลาดังกล่าว คือ วันที่ 28 สิงหาคม 2555 เช่นนี้ ตกปี 2555 นำมาลบออกด้วย 1 คงเหลือ 2554 จึงำกำหนดให้เรียกรอบระเวลาบัญชีดังกล่าวว่า รอบระยะเวลาบัญชีปี 2554 หรือ

รอบ ระยะเวลาบัญชี 1 ต.ค. 2554 ถึง 30 กันยายน 2555 ให้นำ 150 วัน (กำหนดเวลาในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร) มาบวกเข้าไป ก็จะได้วันสุดท้ายของกำหนดเวลาดังกล่าว คือ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 เช่นนี้ ตกปี 2556 นำมาลบออกด้วย 1 คงเหลือ 2555 จึงำกำหนดให้เรียกรอบระเวลาบัญชีดังกล่าวว่า รอบระยะเวลาบัญชีปี 2555 เป็นต้น

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

ซื้อเครื่องจักรเก่ามาซ่อม เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ที่ต่างประเทศ

คุณ Nuttakan Wongviboonsin ได้โพสต์ไปเมื่อ 22 ก.ค. 2556 ว่า
"เรียนถามอาจารย์ที่เคารพค่ะ
บริษัทในไทย ซื้อเครื่องจักรเก่าและนำมาซ่อม วัตถุประสงค์เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ที่ประเทศเกาหลี โดยบริษัทแม่ได้ส่งเงินมาให้ 2 ล้านบาท พร้อมทั้งส่งชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ (ที่ไม่สามารถหาซื้อในเมืองไทยได้) มาเพื่อใช้เป็นวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมเครื่องจักร ตอนนี้ยังซ่อมไม่เสร็จจึงยังไม่ได้ส่งเครื่องจักรไปยังเกาหลี
ขอความกรุณาเรียนถามค่ะว่า
1. การได้รับเงินจากบริษัทแม่ ถือเป็นรายได้จากการส่งออกที่เสียVAT อัตราร้อยละ 0 และถือเป็นรายได้ตามแบบ ภ.พ.30 ในเดือนที่ได้รับเงิน ใช่ไหมคะ แม้ว่าบริษัทฯ ยังไม่ได้ส่งเครื่องจักรไปประเทศเกาหลี และในวันที่ส่งออกเครื่องจักร เราต้องแสดงมูลค่าเครื่องจักรใน Invoice เป็นเท่าไหร่ และบริษัทฯ ไม่ต้องนำมูลค่าเครื่องจักรไปลงในรายงานภาษีขายอีก เพราะได้ยื่นไปรายได้ตามจำนวนเงินที่ได้รับไปแล้วในเดือนที่รับเงิน ใช่ไหมคะ
2. การได้รับชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์จากบริษัทแม่ ต้องถือเป็นรายได้จากการส่งออกที่เสีย VAT อัตราร้อยละ 0 และถือเป็นรายได้ตามแบบ ภ.พ.30 ในเดือนที่ได้ชิ้นส่วน ด้วยหรือไม่
หนูอ่าน FAQ จากเว็ปกรมสรรพากร
คำถาม : บริษัทได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัทแม่ในต่างประเทศโดยไม่มีเงื่อนไขต้องนำเงินช่วยเหลือมาเสียภาษีหรือไม่
คำตอบ : เงินที่ได้รับจากการช่วยเหลือจากบริษัทแม่ถือเป็นรายได้เนื่องจากกิจการต้องนำมาถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
หนูขอความกรุณาถามเพิ่มเติมค่ะ
เงินช่วยเหลือนี้จะต้องถือเป็นรายได้ที่ต้องแสดงในแบบ ภ.พ.30 ด้วยหรือไม่คะ และต้องเสียภาษีในอัตราใด
กราบขอบพระคุณอาจารย์มาล่วงหน้า"
เรียน คุณ Nuttakan Wongviboonsin
เนื่องจากไม่มีโอกาสได้ซักถามข้อเท็จจริงอื่นจนกระจ่างชัดที่จะตอบให้ดีกว่าที่มี จึงพิจารณาจากข้อมูลที่ให้มา
1. บริษัทในไทย ซื้อเครื่องจักรเก่าและนำมาซ่อม วัตถุประสงค์เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ที่ประเทศเกาหลี (ไม่ทราบว่านำเข้าหรือซื้อในประเทศ ซื้อจากบริษัทแม่หรือซื้อจากคนอื่น)
– ถือว่าบริษัทฯ ซื้อสินค้าเครื่องจักรเก่าเพื่อนำมาซ่อมเพื่อขายให้แก่บริษัทแม่ในประเทศเกาหลี
– รายจ่ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ซื้อจนกระทั่งซ่อมเสร็จถือเป็นต้นทุนของสินค้าเครื่องจักรนั้น
– บริษัทฯ ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ และบันทึกต้นทุนสินค้าเครื่องจักรเก่าเป็นรายชิ้น (Specific Item Method)
2. บริษัทแม่ได้ส่งเงินมาให้ 2 ล้านบาท พร้อมทั้งส่งชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ (ที่ไม่สามารถหาซื้อในเมืองไทยได้) มาเพื่อใช้เป็นวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมเครื่องจักร
– เมื่อเข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าเครื่องจักร โดยการส่งออกไปให้บริษัทแม่ในประเทศเกาหลี ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจึงย่อมเกิดขึ้นเมื่อบริษัทฯ ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรสำหรับสินค้าเครื่องจักรเก่าที่ได้ซ่อมเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ตามนัยมาตรา 78 (4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนี้
"(4) การขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้
(ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออก ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร…"
– ดังนั้น เงินจำนวน 2 ล้านบาท ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ ที่บริษัทฯ ส่งมาให้นั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรับชำระราคาค่าสินค้า บริษัทฯ จึงยังไม่ต้องนำไปบันทึกในรายงานภาษีขาย จนกว่าจะได้ส่งออกเครื่องจักรไปให้บริษัทแม่ในประเทศเกาหลี โดยถือเป็นรายได้รับล่วงหน้าค่าขายสินค้า สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนหากเงินที่ได้รับเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้ใช้ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงในวันที่ได้รับเงินจากบริษัทแม่
– ในขณะที่บริษัทฯ ได้นำเข้าชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ บริษัทฯ ตัองสำแดงในใบขนสินค่า เพื่อเสียอากรขาเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วนำมาบันทึกเป็นต้นทุนเครื่องจักร (เพื่อรอการขาย – ส่งออก) ต่อไป มูลค่าชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ (ตามที่บริษัทแม่แจ้ง) ถือเป็นทั้งมูลค่าต้นทุนและรายได้รับล่วงหน้า เช่นเดียวกับเงิน 2 ล้านบาท

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
1. เนื่องจากการได้รับเงินจากบริษัทแม่ ถือเป็นรายได้จากการส่งออกสินค้าที่เสีย VAT อัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อผ่านพิธีการทางศุลกากร ให้บริษัทฯ นำไปบันทึกในรายงานภาษีขายและแสดงเป็นรายได้ตามแบบ ภ.พ.30 ในเดือนที่มีการส่งออก โดยผ่านพิธีการทางศุลกากรไปยังประเเทศเกาหลี
ในวันที่ส่งออกเครื่องจักร เราต้องแสดงมูลค่าเครื่องจักรใน Invoice ตามราคาตลาดที่ควรจะเป็น แต่ไม่ต่ำกว่า "2 ล้านบาท" (ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง ณ วันที่ได้รับเงิน) บวกค่าชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์
2. การได้รับชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์จากบริษัทแม่ ได้อธิบายในข้อเท็จจริงข้างต้นแล้ว โดยบริษัทฯ ต้องนำไปถือเป็นทั้งต้นทุนและรายได้จากการส่งออกเครื่องจักรที่เสีย VAT ในอัตราร้อยละ 0 และถือเป็นรายได้ตามแบบ ภ.พ.30 ในเดือนที่มีการส่งออกเครื่องจักรเก่านั้นออกไปให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ เพราะถือเป็นการขายสินค้า – ส่งออก ที่มิใช่การให้บริการในราชอาณาจักร และมีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ข้างต้น
ปล. ตาม FAQ เป็นกรณีเงินอุดหนุนให้เปล่าที่มิได้หวังสิ่งตอบแทน มิใช่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่คุณ Nuttakan ได้เล่าไปว่า บริษัทฯ ได้ซื้อเครื่องจักรมาซ่อมเพื่อส่งไปให้บริษัทแม่ โดยบริษัทแม่จ่ายค่าเครื่องจักรมา 2 ล้านบาท พร้อมทั้งอะหลั่ยชิ้นส่วนอันเป็นสัญญาต่างตอบแทน (ซื้อขาย) มิใช่การให้เปล่า ทั้งนี้ เว้นแต่ ข้อเท็จจริงจะเปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างไปจากที่ได้รับข้างต้น
ฉะนั้น ขอความกรุณาเถอะแม่คุณ พ่อทูนหัวทั้งหลาย อย่าประหยัดเวลาในการเล่าข้อเท็จจริง ไตร่ตรองให้รอบคอบเรียบเรียงให้ดี เสียก่อน อย่าพลีพลามอยากจะได้คำตอบ ซึ่งถามไปก็เทานั้น ไม่ได้ความจริงที่ถูกต้อง ขอให้ "หมดเปลือก" ไปเลย เหมือนไปหาหมอ ไม่เล่าอาการ ก็จะได้แต่ยาแก้ปวดเท่านั้น ซึ่งอาจรักษาอะไรไม่ได้เลย เสียทัังคนไข้และหมอ

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

ค่ารับรอง หรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ

คุณ Atoy Wan ได้โพสต์จากบริเวณ Bangkok ไปยัง Suthep Pongpitak เมื่อ 19 ก.ค. 2556 ประมาณ 9 ชั่วโมงที่แล้ว ว่า
"เรื่องภาษีซื้อต้องห้ามลักษณะตามมาตรา 82/5 ในเรื่องภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันลักษณะทำนองเดียวกัน
สอบถามค่ะว่า ในกิจกรรมต่อไปนี้ เข้าลักษณะตามมาตรานี้หรือเปล่าค่ะ
1. ค่าอาหารและเครื่องดื่ม การจัดสัมมนาโดยเก็บค่าเข้าร่วมสัมมนา
2. ค่าอาหารและครื่องดื่ม ประชุมคณะกรรมการประจำเดือน
3. ค่าอาหารและเครื่องดื่มกิจกรรมสำหรับสมาชิก (มีการเก็บค่าบำรุงสมาชิกรายปี)"

เรียน คุณ Atoy Wan
เพื่อให้เห็นภาพของค่ารับรองหรือคาบริการ ขอนำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับค่ารับรองและค่าเลี้ยงรับรอง ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินค่ารับรอง ชาวต่างประเทศ พ.ศ.2536 ดังนี้
"ค่ารับรอง หมายถึง ค่าเลี้ยงรับรอง ค่าที่พัก ค่ายานพาหนะ ค่าจัดการแสดงหรือค่าเข้าชมการแสดงเพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการรับรองชาวต่างประเทศ
"ค่าเลี้ยงรับรอง หมายถึง ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ ค่าเครื่องใช้ในการเลี้ยงรับรอง และรวมถึงค่าบริการ ค่าภาษี และค่าสถานทีี (ถ้ามี)
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงรับรอง
1. ค่าเลี้ยงรับรอง ประกอบด้วย
1.1 อาหารเช้า
1.2 อาหารว่างและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
1.3 อาหารกลางวัน (รวมเครื่องไม่มีแอลกอฮอล์)
1.4 คอทเทล
1.5 อาหารค่ำ (รวมเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์)
2. ค่าที่พัก
2.1 หัวหน้าคณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป
2.2 หัวหน้าคณะดำรงตำแหน่งต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่า
2.3 ผู้ร่วมคณะ
3. ค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นในระหว่างการเดินทาง
ภายในประเทศเพื่อการรับรองชาวต่างประเทศให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง
3.1 ค่าพาหนะ เช่น ค่าเช่ารถ ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ ฯลฯ
3.2 ค่าธรรมเนียมสนามบิน ค่าธรรมเนียมผ่านทาง ค่าบริการจอดรถ
4. ค่าบัตรเข้าชมการแสดงหรือสถานที่สำคัญเพื่อเป็นการเผยแพร่ส่งเสริมเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง
5. ค่าของขวัญ
5.1 หัวหน้าคณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป และสำหรับคู่สมรสให้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของอัตราดังกล่าว
5.2 หัวหน้าคณะดำรงตำแหน่งต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการ ระดับกรมหรือเทียบเท่า
6. ค่าการแสดง การแสดงที่เป็นการเผยแพร่ส่งเสริมเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทย
6.1 ค่าการแสดงนาฎศิลป์
6.2 ค่าดนตรีและนักร้อง
6.3 ค่าดุริยางค์
7. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา กรณีแขกชาวต่างประเทศดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หรือเทียบเท่าขึ้นไป
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
1. ภาษีซื้อสำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม การจัดสัมมนาโดยเก็บค่าเข้าร่วมสัมมนา ไม่ถือเป็นค่ารับรอง แต่ถือเป็นรายจ่ายในการประกอบกิจการทีอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงให้นำไปใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ไม่ต้องห้ามตามาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร
2. ค่าอาหารและครื่องดื่ม ประชุมคณะกรรมการประจำเดือน ไม่ถือเป็นค่ารับรอง แต่ถือเป็นรายจ่ายในการประกอบกิจการทีอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงให้นำไปใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ไม่ต้องห้ามตามาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร
3. ค่าอาหารและเครื่องดื่มกิจกรรมสำหรับสมาชิก (มีการเก็บค่าบำรุงสมาชิกรายปี) ถ้ามีวัตถุประสงค์อย่างอื่นที่มิใช่การรับรองหรือการบริการ ก็ย่อมไม่ถือเป็นค่ารับรอง แต่ถือเป็นรายจ่ายในการประกอบกิจการทีอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงให้นำไปใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ไม่ต้องห้ามตามาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

เงินได้จากกิจการโรงเรียนที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้

คุณ Suwanna Mongkonsamai ได้โพสต์จากบริเวณ Bangkok ไปยัง Suthep Pongpitak เมื่อ 19 ก.ค. 2556 ว่า
"เรียนอาจารย์ สุเทพที่เคารพ
หนูมีคำถามรบกวนอาจารย์ช่วยชี้แนะดังนี้คะ
บริษัททำธุรกิจเป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ โดยได้รับอนุญาตจัดตั้งเป็นโรงเรียนเอกชน ตาม พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 จากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งโดยปกติจะจัดการเรียนการสอนที่บริษัทเอง ในกรณีที่มีบริษัทว่าจ้างให้ไปสอนภาษาอังกฤษ ให้แก่พนักงานของบริษัท ตามหลักสูตรที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ แต่ให้โรงเรียนไปสอนที่บริษัท โดยบริษัทจะเป็นผู้จัดสถานที่ให้ ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการเงินได้จากกิจการของโรงเรียนหรือไม่คะ เนื่องจากไปดู้ใน คำวินิจฉัยที่ กค 0702/7241 วันที่ 7 กันยายน 2554 วินิจฉัยว่า ตามมาตรา 120 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัตโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ข้อ 2(4) ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่องการกำหนดประเภทและลักษณะของโรงเรียน การจัดการเรียนการสอนและหลักสูตรของโรงเรียนนอกระบบ การสอนนอกสถานศึกษาตามมาตรฐาน เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการของโรงเรียนราษฎร์ จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องนำรายได้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
แต่มี คำวินิจฉัยที่ กค 0706/4101 วันที่ 18 เมษายน 2550 ตอบว่า การกระทำในลักษณะเดียวกับข้างต้นเป็นการจ้างเนื่องจาก ผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนดรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในสัญญาจ้าง และอีกทั้งเป็นการสอนให้กับบุคคลภายนอกที่มิใช่นักเรียนของโรงเรียน ดังนั้นเงินค่าจ้างจึงถือว่าไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้
ไม่ทราบว่าตกลงตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ทางโรงเรียนต้องนำส่งภาษีหรือไม่คะ และคำวินิจฉัยทั้ง 2 ข้อ มีข้อแตกต่างกันอย่างไรคะ
ขอบคุณล่วงหน้าคะอาจารย์
ขอแสดงความนับถือ"

เรียน คุณ Suwanna Mongkonsamai
ได้พิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว ผมมีความเห็นว่า กรณีของบริษัทฯ ไม่เข้าตามข้อเลขที่หนังสือ : กค 0702/7241 ลงวันที่ 7 กันยายน 2554 ซึงเป็นกรณีการจัดการจัดการศึกษาร่วมของสถานศึกษา ตามมาตรา 120 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ประกอบกับข้อ 2 (4) ของประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่องการกำหนดประเภทและลักษณะของโรงเรียน การจัดการเรียนการสอนและหลักสูตรของโรงเรียนนอกระบบ ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 กำหนดว่า การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ครูหรือผู้สอน โดยใช้สื่อการเรียนการสอน หรือโดยการเรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยมีทั้งครูหรือผู้สอนและสื่อการเรียนการสอน อาจจัดร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับโรงเรียน หรือกับหน่วยงานอื่นทั้งในและนอกสถานศึกษาอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน
หากแต่เข้าตามแนวคำตอบข้อหารือเลขที่ กค 0706/4101 ลง
วันที่ 18 เมษายน 2550 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีเงินได้ของโรงเรียนสยามคอมพิวเตอร์และภาษา หาดใหญ่ การทำสัญญาจ้างระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด ข. กับโรงเรียนฯ เป็นการจ้างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการอบรมตามสัญญาจ้าง อีกทั้งเป็นการสอนให้กับบุคคลภายนอกที่มิใช่นักเรียนของโรงเรียนฯ ดังนี้
ข้อหารือ :
1. โรงเรียนฯ ได้เข้าทำสัญญากับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ข. เพื่อดำเนินการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ตามโครงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ข. และองค์กรปกครองท้องถิ่นอื่น คิดเป็นค่าเล่าเรียนคนละ 7,974 บาท ซึ่งโรงเรียนฯ ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งจากกระทรวง ศึกษาธิการ ตามใบอนุญาตลงวันที่ 13 ธันวาคม 2539 เพื่อเปิดสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และกวดวิชาระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลายให้แก่บุคคลทั่วไป เมื่อเรียนจบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อรับรองวิทยฐานะจากโรงเรียนฯ ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยในการสมัครเข้าเรียน ผู้สมัครต้องกรอกใบสมัคร และโรงเรียนฯ ต้องจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เข้าเรียน มีการให้ลงลายมือชื่อเข้าเรียนตามวันและเวลาที่กำหนดในแต่ละหลักสูตร ผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบประเมินผลต้องเขียนคำขอรับใบประกาศนียบัตร และโรงเรียนฯ จะจัดทำทะเบียนไว้เป็นหลักฐานตามข้อบังคับที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด สำหรับผู้เข้ารับการอบรมตามสัญญาฉบับดังกล่าว ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 ถึง 3 รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงฯ กำหนดเช่นเดียวกับนักเรียนผู้สมัครเข้ารับการอบรมด้วยตนเองทุกประการ
2. แม้สัญญาจ้างจะกำหนดรายละเอียดให้อบรมด้วยหลักสูตร Microsoft Window XP, Adobe Photoshop CS และ Macromedia Authoware ก็ตาม แต่หลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรที่ทางโรงเรียนฯ ได้เปิดสอนเป็นการทั่วไปอยู่แล้ว มิได้กำหนดขึ้นใหม่แต่อย่างใด องค์การบริหารส่วนจังหวัด ข. เป็นเพียงผู้เลือกหลักสูตร เพื่อให้บุคลากรในสังกัดได้เข้ารับการอบรมเท่านั้น ส่วนเงื่อนไขอื่นในสัญญาเป็นเพียงข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะเวลาในการอบรม สถานที่ที่ใช้อบรมการจัดให้มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่แตกต่างไปจากการศึกษาที่โรงเรียนฯ แต่อย่างใด และแบบสัญญาจ้างที่ใช้เป็นเพียงแบบฟอร์มที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ข. นำมาใช้กับการทำนิติกรรมสัญญาทุกประเภท รายละเอียดบางส่วนจึงมิได้เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมเนื้อหาบางส่วนไม่อาจถือเป็นรายละเอียดในการอบรมตามโครงการนี้ได้
3. นักเรียนที่จะได้รับประกาศนียบัตรต้องผ่านการสอบประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร ซึ่งผู้รับการอบรมตามสัญญานี้ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้เช่นเดียวกัน ตามมาตรฐานของกระทรวงฯ ที่กำหนดให้ใช้กับนักเรียน ผู้เข้ารับการอบรมตามสัญญานี้จึงเป็นนักเรียน ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน มิใช่บุคคลภายนอกแต่อย่างใด ในโครงการนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลามีงบสนับสนุนให้จัดการอบรมบุคลากรได้จำนวน 750 คน หากจะให้บุคลากรเหล่านั้นเดินทางมาสมัครเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล ย่อมจะเกิดความไม่สะดวก
แนววินิจฉัย :
การทำสัญญาจ้างระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด ข. กับโรงเรียนฯ เป็นการจ้างเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการอบรมตามสัญญาจ้าง อีกทั้งเป็นการสอนให้กับบุคคลภายนอกที่มิใช่นักเรียนของโรงเรียนฯ ดังนั้น เงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างที่โรงเรียนฯ ได้รับไม่ถือว่าเป็นเงินได้จากกิจการของโรงเรียนราษฎร์ จึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรม ดา ตามมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 2(1) ของกฎกระทรวง 126 (พ.ศ. 2509)ฯ และรายรับดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร
เลขตู้ : 70/34860

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

การรับรู้รายได้จากการจำหน่ายบัตรเงินสด

คุณ Jiggee Naja ได้โพสต์ไปจากบริเวณ Bangkok เมื่อ 17 ก.ค. 2556 ว่า
"เรียน อาจารย์สุเทพคะ
อยากจะขอเรียนปรึกษาอาจารย์หน่อยค่ะ เนื่องจากต้องการทำให้ทุกอย่างถูกต้อง
บริษัทฯ ประกอบธุรกิจขายดีลผ่านทางออนไลน์ (เว็บดีล) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า บริษัทฯ ต้องการจัดจำหน่ายบัตรที่ใช้แทนเงินสด โดยบัตรดังกล่าวจะถูกเก็บในรูปของ “เครดิต” ในบัญชีของลูกค้า ลูกค้าสามารถจ่ายด้วยเครดิตที่มี เมื่อต้องการซื้อดีลกับบริษัท โดยเครดิตดังกล่าว มีอายุ 1 ปี หลังจากซื้อ ถ้าไม่มีการใช้จ่ายเครดิตนี้จะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ
บริษัทฯ จึงขอเรียนปรึกษาอาจารย์ว่าการขายบัตรเงินสดนี้ จะมีภาระภาษีใดเกี่ยวข้องบ้าง ในกรณีดังนี้ค่ะ
1. การขายบัตรเงินสด (เครดิต)
2. เครดิตหมดอายุ
ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์"

เรียน คุณธันยนันท์ "Jiggee Naja" (ลูกศิษย์ อาจารย์ที่หอการค้า)
เนื่องจากข้อเท็จจริงตามคำถามยังไม่ชัแจ้งที่จะตอบ แต่เกี่ยวกับธุรกิจบัตรเงินสด กรมสรรพากรได้ตอบข้อหารือตามหนังสือ
เลขที่หนังสือ กค 0706/7571 ลงวันที่ 8 กันยายน 2548 เรื่อง : ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบธุรกิจบัตรเงินสด จึงขออนำมาโพสต์ให้ศึกษาไปก่อนหากมีข้อสงสัยประการใด ก็สอบถามเข้าไปใหม่ได้ครับ
ข้อหารือ :
บริษัท อ. จะออกบัตรที่ใช้แทนเงินสดออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าเพื่อใช้บัตรดังกล่าวชำระค่าสินค้าหรือบริการต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการรายอื่นๆ เช่น ชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซื้อบัตรชมภาพยนตร์ ชำระค่าใช้บริการ Internet เป็นต้น ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการธุรกิจดังกล่าวได้จากกระทรวงการคลัง ในการจำหน่ายบัตรเงินสดดังกล่าว บริษัทฯ จะจำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ ซึ่งตัวแทนจำหน่ายเหล่านั้นจะนำบัตรไปจัดจำหน่ายต่อ ๆ ไป จนถึงมือลูกค้าผู้ใช้บัตร โดยบริษัทฯ จะให้ค่าตอบแทนการจำหน่ายบัตรแก่ตัวแทนจำหน่ายที่คำนวณจากมูลค่าหน้าบัตรในอัตราตามที่จะตกลงกัน เมื่อลูกค้านำบัตรมาใช้ซื้อหรือชำระค่าสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ได้มีข้อตกลงการรับบัตรของบริษัทฯ ล่วงหน้า บริษัทฯ ก็จะจ่ายคืนค่าสินค้าหรือค่าบริการที่ลูกค้าใช้บัตรชำระให้แก่ผู้ประกอบการเหล่านั้นตามมูลค่าหน้าบัตร โดยบริษัทฯ จะเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บัตรจากผู้ประกอบการนั้น ๆ ตามอัตราที่ตกลงกัน ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านั้นจะเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี (ถ้ามี) ของค่าสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่ลูกค้าต่อไป บริษัทฯ จึงขอหารือภาระภาษีในการประกอบธุรกิจบัตรเงินสดดังนี้
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
1.1 ในการขายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่าย บริษัทฯ จะต้องนำรายได้ดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ ซึ่งบริษัทฯ มีความเห็นว่า บริษัทฯ เป็นเพียงผู้ขายบัตรเงินสดให้แก่ลูกค้าเพื่อที่ลูกค้าจะได้นำบัตรนั้นไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนการชำระด้วยเงินสด โดยที่สินค้าหรือบริการที่จะได้มีการชำระราคานั้น เป็นของผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่มีข้อตกลงร่วมกับบริษัทฯ มิใช่สินค้าหรือบริการของบริษัทฯ เพราะบริษัทฯ ไม่สามารถประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ บริษัทฯ มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่เรียกเก็บจากลูกค้า (ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีนโยบายเรียกเก็บ) และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากบรรดาผู้ประกอบการที่ยอมรับการชำระราคาด้วยบัตรเงินสดที่ออกโดยบริษัทฯ อีกทั้งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2547 ในข้อ 4.4 กำหนดให้บริษัทฯ ต้องนำเงินที่ได้รับล่วงหน้าจากลูกค้าซึ่งก็คือค่าบัตรเงินสดที่จำหน่ายได้ฝากเป็นเงินสดไว้ที่ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นจำนวนไม่น้อยกว่ามูลค่ายอดคงค้างของเงินที่ได้รับล่วงหน้าจากลูกค้า โดยจะต้องเปิดเป็นบัญชีแยกต่างหากจากบัญชีเงินฝากอื่น ๆ ของบริษัทฯ ปราศจากภาระผูกพันและใช้เฉพาะสำหรับการชำระบัญชีอันเนื่องมาจากการให้บริการบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น รายได้การขายบัตรเงินสดจึงมิใช่รายได้จากการประกอบกิจการของบริษัทฯ ที่จะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแต่อย่างใด
1.2 บริษัทฯ จะต้องนำค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดของบริษัทฯ ไปใช้ชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยจะต้องบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมเมื่อบัตรนั้นได้ถูกนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการใช่หรือไม่
1.3 ในส่วนของค่าดำเนินการที่บริษัทฯ ต้องชำระให้แก่ตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อบัตรเงินสดไปจำหน่ายต่อ บริษัทฯ จะต้องนำค่าดำเนินการดังกล่าวมาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อมีการขายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายใช่หรือไม่
2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
2.1 ในการจัดจำหน่ายบัตรเงินสด บริษัทฯ จะขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายดังกล่าวเต็มตามมูลค่าบัตรหน้าบัตร เช่น บัตรราคา 300 บาท ก็จะขายในราคา 300 บาท และตัวแทนจำหน่ายก็จะขายให้ตัวแทนจำหน่ายรายย่อยๆ ในราคาที่เต็มมูลค่าเช่นเดียวกันจนกระทั่งถึงมือลูกค้าก็จะซื้อในราคา 300 บาท ตามมูลค่าที่ระบุไว้ที่หน้าบัตร
รายได้จากการจำหน่ายบัตรเงินสดดังกล่าวข้างต้นไม่ว่าจะเป็นการขายบัตรเงินสดในช่วงที่บริษัทฯ ขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายรวมถึงในช่วงที่ตัวแทนจำหน่ายได้จำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายย่อยๆ รายอื่นๆ อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 หรือไม่
2.2. ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 หรือไม่
2.3 ค่าดำเนินการขายบัตรที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายอยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 หรือไม่
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
3.1 การจำหน่ายบัตรเงินสดตามข้อเท็จจริงข้างต้น บริษัทฯ หรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้ซื้อบัตรและนำไปจำหน่ายต่อให้ตัวแทนจำหน่ายรายย่อยหรือลูกค้า จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อมีการจำหน่ายบัตรเงินสดหรือไม่ หากต้องเรียกเก็บจะต้องเรียกเก็บจากมูลค่าตามราคาหน้าบัตรหรือมูลค่าที่ได้ขายให้โดยหักส่วนลดแล้ว และความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อใด
3.2 ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากลูกค้า และค่าธรรมเนียมร้านค้าที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ จัดเป็นการให้บริการ จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคา ใช่หรือไม่
3.3 บัตรเงินสดจัดเป็นสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
แนววินิจฉัย :
1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
กรณีบริษัทฯ ได้จำหน่ายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายตามข้อเท็จจริง มิได้เป็นการจำหน่ายบัตรเงินสดให้แก่ลูกค้าเพื่อนำมาใช้ซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัทฯ เองแต่อย่างใด ซึ่งลูกค้าผู้ซื้อบัตรจะนำไปใช้ชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการของผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ตามที่มีข้อตกลงร่วมกันกับทางบริษัทฯ โดยบริษัทฯ จะได้รับค่าธรรมเนียมการใช้บัตรจากลูกค้าและผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือบริการ เงินที่ได้รับจากการจำหน่ายบัตรดังกล่าว แม้จะเป็นเงินที่บริษัทฯ ได้รับมาก็ตาม แต่ก็เป็นเงินที่มีภาระผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องเก็บรักษาไว้เพื่อประโยชน์ของลูกค้าผู้ซื้อบัตรที่จะนำบัตรนั้นไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการในอนาคต ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อการอื่นใดได้ นอกจากนำไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรไปใช้เท่านั้น
ดังนั้น รายได้จากจำหน่ายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายจึงมิใช่รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการที่จะต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด แต่บริษัทฯ จะต้องนำค่าธรรมเนียมที่ได้รับจากผู้ประกอบการเมื่อบัตรเงินสดนั้นได้ถูกนำไปใช้ชำระราคาค่าสินค้าหรือบริการและต้องนำค่าดำเนินการที่จ่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายบัตรเมื่อมีการขายบัตรเงินสดให้แก่ตัวแทนจำหน่ายมาถือเป็นรายได้และรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรแล้วแต่กรณี
2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
2.1 ลูกค้าผู้ซื้อบัตรเงินสดสามารถนำบัตรนั้นไปใช้ชำระราคาสินค้าและบริการต่างๆ แทนที่จะชำระเป็นเงินสดได้นั้น การขายบัตรเงินสดดังกล่าวจึงเป็นการขายสิทธิการซื้อสินค้าหรือบริการตามมูลค่าที่กำหนดในบัตร จึงจัดเป็นการขายทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่าง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขายบัตรเงินสดในช่วงที่บริษัทฯ ขายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายรวมถึงในช่วงที่ตัวแทนจำหน่ายได้จำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายย่อยๆ รายอื่นๆ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม การที่ตัวแทนจำหน่ายและตัวแทนจำหน่ายย่อยๆ ได้จำหน่ายบัตรเงินสดในทอดต่างๆ โดยได้รับค่าดำเนินการจากผู้ขายบัตรให้นั้น เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในการจัดจำหน่ายบัตรให้แก่บริษัทฯ หรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้ขายบัตรให้แก่ตน ค่าดำเนินการที่ได้รับเข้าลักษณะเป็นค่าบริการที่อยู่ในบังคับที่ผู้จ่าย ซึ่งผู้ขายบัตรที่เป็นผู้จ่ายค่าบริการมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528
2.2 ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากลูกค้า และค่าธรรมเนียมร้านค้าที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ
เข้าลักษณะเป็นเงินได้ค่าบริการ หากผู้จ่ายเงินได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่
ท.ป.4/2528ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528
3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
3.1 การจำหน่ายบัตรเงินสดตามข้อเท็จจริง เป็นการจำหน่ายสิ่งที่จะนำไปแทนตัวเงินที่จะนำไปซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการต่างๆ เปรียบเสมือนสิ่งที่ใช้แทนเงินสด
เท่านั้น เมื่อมีการใช้บัตรเงินสดชำระราคาค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ขายสินค้าหรือบริการมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ ดังนั้น การจำหน่ายบัตรเงินสดในขั้นตอนการขายต่าง ๆ จึงมิใช่เป็นการขายสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด
ค่าดำเนินการที่ตัวแทนจำหน่ายได้รับถือเป็นค่าบริการ ตัวแทนจำหน่ายมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 และมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระค่าบริการตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร
3.2 ค่าธรรมเนียมร้านค้าที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่ลูกค้านำบัตรเงินสดไปใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ จัดเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร จึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาตามมาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร
3.3 บัตรเงินสดมิใช่สินค้าตามคำนิยามที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/1(9) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด
เลขตู้ : 68/33576

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

รายจ่ายค่าฝึกอบรมสัมมนา ยกเว้นภาษีเงินได้ต้องเป็นการส่งลูกจ้างเท่านั้น

คุณ Preeda Khempet ได้โพสต์จากบริเวณ Bangkok ไปยัง Suthep Pongpitak เมื่อ 16 ก.ค. 2556 ว่า
"ขอเรียนถามท่านเรื่องรายจ่ายในการส่งลูกจ้างไปฝึกอบรมที่บริษัทจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ของบริษัทเป็นจำนวนร้อยละร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างของบริษัทเข้ารับการศึกษาหรืออบรม มี 3 กรณี
1. กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าใช้จ่าย Training Fee: Senior Executive Program ให้กรรมการบริหารชาวต่างชาติ ระยะเวลาการอบรม 20 วัน จำนวนเงิน 519,000.00 บาท ให้กับสถาบันของรัฐที่เปิดสอนในระดับปริญญาโท
2. กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าอบรม Directors Certification program ตามใบเสร็จรับเงิน ให้กรรมการบริหารชาวต่างชาติ จำนวน 115,500.00 บาท โดยจ่ายให้กับสมาคมในประเทศไทย
3. กรณีบริษัท จ่ายค่าใช่จ่าย Crestcom Bulletproof Manager Training ให้กับผู้จัดการทั่วไปของบริษัทฯ จำนวน 144,000.00 บาท โดยจ่ายให้กับนิติบุคคลในประเทศไทย ที่ประกอบการทางด้านฝึกอบรม
ทั้ง 3 กรณี นี้บริษัท จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ของบริษัทเป็นจำนวนร้อยละร้อย ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 หรือเปล่าค่ะ
ขอขอบพระคุณมากค่ะ"

เรียน คุณ Preeda Khempet
ตามมาตรา 4 แห่งตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 บัญญัติว่า
"มาตรา 4 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ดังต่อไปนี้
(1) สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมในสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่ทางราชการจัดตั้งขึ้นหรือที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
(2) สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 อธิบดีกรมสรรพากรออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 148) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น
ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 60)ฯ ลงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2539
ข้อ 2 หลักสูตรที่ใช้ฝึกอบรมลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องเป็นหลักสูตรที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้าง และได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงานและค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมลูกจ้างแต่ละคนนั้นต้องเป็นไปตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงแรงงาน
ข้อ 3 การฝึกอบรมตามข้อ 2 ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นนายจ้างนั้น
ข้อ 4 ลูกจ้างที่เข้ารับการฝึกอบรมตามข้อ 2 ต้องเป็นลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องจัดทำทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเพื่อเป็นหลักฐานการทำงานของลูกจ้าง
ข้อ 5 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานลูกจ้างของตน ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขให้ลูกจ้างที่เข้ารับการฝึกอบรมนั้นกลับเข้าทำงานให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นหลังจากการฝึกอบรมเสร็จสิ้น
ข้อ 6 วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะใช้ในการฝึกอบรมตามข้อ 2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ต้องกำหนดลักษณะ ขนาด และคุณสมบัติของวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อมิให้ปะปนกับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบกิจการตามปกติของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น

ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
เฉพาะกรณีที่ 3. ที่บริษัทฯ ได้จ่ายค่าใช่จ่าย Crestcom Bulletproof Manager Training ให้กับผู้จัดการทั่วไปของบริษัทฯ จำนวน 144,000.00 บาท โดยจ่ายให้กับนิติบุคคลในประเทศไทยที่ประกอบการทางด้านฝึกอบรม เท่านั้นที่ได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ของบริษัทเป็นจำนวนร้อยละร้อย ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 เนื่องจากกฎหมายยกเว้นภาษีดังกล่าว ต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าเป็น "รายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น" จึงจะได้สิทธิ กรณีที่ 1 และ 2 เป็นรายจ่ายในการฝึกอบรมให้แก่กรรมการบริหารชาวต่างชาติ ซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัทฯ

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak